วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

งานฝีมือ ‘เพ้นท์อูคูเลเล่’จับกระแสแปรเป็นเงิน


ต้องยอมรับว่ากระแสเครื่องดนตรีจิ๋วชื่อต่างประเทศอย่าง “อูคูเลเล่” นั้น แรงดี...ยังไม่มีตก ซึ่งนอกจากตัวเครื่องดนตรีจะขายดิบขายดีโดยมีทั้งของที่ผลิตจากต่างประเทศและผลิตในไทยแล้ว ก็ยังมีคนต่อยอดสร้าง “ช่องทางทำกิน” ด้วยสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับเจ้าอูคูเลเล่นี้ได้อย่างน่าสนใจ อย่างเช่นบริการ “เพนท์อูคูเลเล่” เป็นต้น....

“ชลทิพย์ จามรมาน” เริ่มงาน “เพนท์อูคูเลเล่” จากการที่เพื่อนซึ่งจำหน่ายอูคูเลเล่ขอให้ช่วยลงสีและตกแต่งอูคูเลเล่ให้ เนื่องจากสินค้าบางตัวมีรอยขูดขีดหรือมีตำหนิเล็กน้อย จึงอยากให้ช่วยเพนท์ลวดลายเพื่อตกแต่ง เพราะเห็นว่าชอบและถนัดทำงานเกี่ยวกับการเพนท์ ต่อมาลูกค้าที่ซื้ออูคูเลเล่ไปเกิดชอบ หลังจากนั้นจึงมีงานเข้ามาให้เพนท์ต่อเนื่อง โดยทำมาได้ประมาณ 2-3 เดือนแล้ว โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน อาศัยช่องทางเฟซบุ๊ก http://facebook.com/lovelybean

“ลูกค้ามีตั้งแต่เด็ก ๆ ไปจนถึงผู้ใหญ่ ผลตอบ รับก็ถือว่าดีเกินคาด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกระแส ความนิยมของอูคูเลเล่ที่ยังดีอยู่” ชลทิพย์กล่าว

สำหรับบริการเพนท์นั้น เธอบอกว่า มีตั้งแต่ลูกค้าที่ต้องการให้ทางร้านช่วยออกแบบลวดลายให้ทั้งหมด กับอีกกลุ่มคือลูกค้าจะเป็นคนกำหนดแบบหรือลวดลายที่ต้องการเอง และมีทั้งการเขียนลาย-เพนท์ลายเฉพาะบางส่วนบนตัวอูคูเลเล่ กับอีกกลุ่มคือลูกค้าที่ต้องการลงลวดลายทั้งตัว โดยราคาของค่าบริการจะขึ้นอยู่กับความยากง่าย และขนาดของชิ้นงาน

ลวดลายที่เป็นที่นิยมนั้น ชลทิพย์บอกว่า หลากหลายมาก มีทั้งที่เป็นงานลายเส้น งานกราฟิก ลายการ์ตูน ดอกไม้ และก็มีลูกค้าที่ต้องการให้ช่วยออกแบบขึ้นมาใหม่ โดยเป็นลวดลายหรือรูปแบบที่ไม่ซ้ำกับใคร เพราะลูกค้ามักจะต้องการความเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งนอกจากอูคูเลเล่แล้ว เครื่องดนตรี อื่น ๆ ก็มีลูกค้านำมาให้เพนท์ลายด้วย อาทิ ไวโอลิน เป็นต้น

ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ ใช้ประมาณ 3,000 บาท ส่วนทุนวัตถุดิบ อยู่ที่ประมาณ 30% จากราคาค่าบริการ ซึ่งเริ่มต้นที่ 350 บาท ขึ้นไปจนถึง 1,300 บาท ต่อชิ้นงาน หรือขึ้นอยู่กับความยากง่ายและขนาดของชิ้นงาน นอกจากนี้ งบประมาณของลูกค้าก็เป็นตัวกำหนดราคาเช่นกัน

อุปกรณ์ สำหรับการทำงานเพนท์นั้น เธอบอกว่า งานนี้มีเครื่องมือที่ต้องใช้ไม่มาก ประกอบด้วย ตลับหรือกระปุกผสมสีแบบมีฝาปิด, สีอะคริลิก, กระดาษทราย, พู่กัน, กระดาษกาว โดยที่ต้องมีตลับหรือกระปุกฝาปิดใส่สี เนื่องจากสีอะคริลิกที่ใช้จะแห้งเร็วมากหากสัมผัสกับอากาศ จึงต้องมีฝาปิดไว้ ส่วนกระดาษกาวนั้นไว้ใช้ปิดทับบางส่วน เพื่อป้องกันสีไปเปรอะเปื้อนในบริเวณที่ไม่ต้องการเพนท์หรือลงลวดลาย

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากรับแบบหรือสอบถามความต้องการของลูกค้า ในเรื่องของลวดลาย สีสัน และตำแหน่งที่ต้องการให้เพนท์บนตัวอูคูเลเล่ เมื่อรับทราบความต้องการของลูกค้าแล้วก็จะทำการร่างแบบ โดยที่ร้านของเธอจะใช้วิธีการออกแบบลวดลายในโปรแกรมโฟโต้ช็อป (Photoshop) และส่งให้ลูกค้าตัดสินใจก่อนการลงสีจริงบนอูคูเลเล่

เมื่อลูกค้าเลือกแบบและตำแหน่งที่ต้องการให้เพนท์ได้แล้ว ก็จะเริ่มทำการปลดสายอูคูเลเล่ จากนั้นจึงร่างแบบหรือลวดลายที่ต้องการด้วยดินสอบนตัวอูคูเลเล่ แล้วจึงทำการลงสีอะคริลิกตามที่ได้ร่างหรือออกแบบไว้ ลงสีเสร็จปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง ตรวจดูความเรียบร้อยเพื่อแก้ไข จากนั้นทำการประกอบสายคืนกลับ ทำความสะอาด และเตรียมส่งให้ลูกค้า เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำงานบริการ “เพนท์อูคูเลเล่”

“ขั้นตอนมีไม่มาก แต่สิ่งสำคัญคือการดูแลและระมัดระวังของของลูกค้า เพราะบางตัวก็มีราคามาก การลงสีจึงต้องระมัดระวัง อีกทั้งควรตกลงสรุปแบบกับลูกค้าให้ชัดเจน เพราะเมื่อลงสีไปแล้วการแก้ไขหรือเพิ่มลวดลายภายหลังจะทำได้ยาก” ชลทิพย์กล่าว

สำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อชลทิพย์ นอกจากทางเฟซบุ๊กแล้วก็ยังติดต่อได้ที่ โทร. 08-1256-6151 ซึ่งนี่ก็ถือเป็นอีกงานบริการรับกับกระแสนิยมที่กำลังมาแรง เป็นอีกหนึ่งการ “จับกระแสแปรเป็นเงิน” เป็นช่องทางสร้างรายได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งก็เป็นไอเดียที่น่าจะประยุกต์สร้างอาชีพกับวัสดุต่าง ๆ ได้หลากหลายเลยทีเดียว


ศิริโรจน์ ศิริแพทย์/พิชยวัฒน์ ปรุงศักดิ์
ขอบคุณที่มาของบทความ อาชีพเสริมสร้างรายได้ เดลินิวส์
www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=498&contentID=162451

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

โรตีแต้จิ๋วค้าขายร่ำรวย ร้านสมัยศิลป์ ตลาดน้ำบางน้อย


ชีวิตคนกรุงที่ต้องทำงานทุกวันจันทร์ -ศุกร์ พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ทีไร ก็มักที่จะอยากขอไปพักผ่อนสมองและหาความสุขใส่ตัวแบบสนุกสนาน อย่างการออกไปเที่ยวต่างจังหวัดใกล้ๆ กรุง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นมากโข อย่างที่ได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดไปเที่ยวตลาดน้ำบางน้อย ที่จ.สมุทรสงคราม มาขอบอกว่าเป็นตลาดน้ำที่มีอายุอานามเก่าแก่กว่า 100 ปี ที่ถูกลืมเลือนมานานหลายสิบปี


จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา ชาวบางน้อยได้ร่วมมือร่วมใจกัน ฟื้นฟูตลาดขึ้นมาและเปิดตลาดให้เป็นแหล่งท่อง เที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีการรักษาสภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ ร่วมกันรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามของชาวบางน้อยให้คงไว้ ซึ่งวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ทำมาค้าขายทั้งบนบกและทางน้ำ

คุณป้าเรณู อุทัยรัตนกิจ โชว์การทำโรตีแต้จิ๋ว

ในทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ชาวบ้าน จะเปิดบ้านให้นักท่องเที่ยวได้มาเดิน เที่ยวชมถ่ายภาพบ้านเรือนริมน้ำสวยๆ และมาเลือกซื้อหาของใช้ ของกินมากมายที่แม่ค้าพ่อค้านำมาขายกัน แล้วถ้ามาตลาดน้ำบางน้อย ก็ต้องไม่พลาดที่จะมากินของกินแสนอร่อยที่หากินยาก มากกับ”โรตีแต้จิ๋ว” ที่ร้านสมัยศิลป์

คุณป้าเรณู อุทัยรัตนกิจ เจ้าของร้านบอกเล่าให้ฟังว่า โรตีแต้จิ๋ว หรือที่เรียกว่าหลั่วก๊วย เป็นขนมที่ทำกินกันภายในครอบครัว โดยมีคุณย่า (อาม่า) คิดขึ้นเพื่อใช้สำหรับไหว้เจ้าในพิธีส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ (ก่อนวันตรุษจีน 6 วัน) และคุณป้าก็เลยนำมาทำขายเพื่อให้คนอื่นได้กินขนมอร่อยๆ แบบนี้บ้าง และเรียกชื่อขนมให้คนจำง่ายๆ ว่าโรตีแต้จิ๋ว เพราะเป็นสูตรการทำสไตล์คนจีนแต้จิ๋ว

โรตีแต้จิ๋วชวนกิน
การทำโรตีแต้จิ๋ว ประกอบด้วย แป้งข้าวเหนียวที่เอามานวดกับน้ำ แล้วปั้นให้เป็นก้อนกลมๆ ก่อนที่จะเอามาตบๆ ให้เป็นแผ่นกลมๆ ไม่ใหญ่นัก แล้วก็นำลงไปทอดในกระทะให้แป้งสุก แล้วก็นำขึ้นมาห่อ ซึ่งจะใส่ถั่วลิสงที่ทางร้านอบเองแบบสดใหม่ลงไป ใส่น้ำตาลทรายแดงและงาขาวลงไป และห่อม้วนเป็นชิ้นๆ นำใส่กระทงใบตองขายในราคา 3 ชิ้น 20 บาท ชิมแล้วถูกปากตรงที่แป้งเนื้อนิ่มนุ่มเหนียว หวานหอมงาและกรุบกรอบถั่วที่อบแบบสดใหม่หอมๆ

เอาเป็นว่าถ้าใครอยากพักผ่อนกับสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆกรุงเทพฯ ตลาดน้ำบางน้อยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ในบรรยากาศตลาดพื้นบ้านผสมผสานไปกับความร่วมสมัยแต่พองาม ที่ใครมาเที่ยวแล้ว หากอยากลิ้มรสของกินหายากรสชาติเป็นหนึ่ง ที่ร้านสมัยศิลป์เขามีโรตีแต้จิ๋วรสอร่อยรอคอยอยู่

บรรยากาศโต๊ะนั่งสบายๆ
“โรตีแต้จิ๋ว” ร้านสมัยศิลป์ ตั้งอยู่ในตลาดน้ำบางน้อย เลขที่ 70 หมู่ 8 ต.กระดังงา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม การเดินทางถ้ามาจากรุงเทพฯ เพียงขับรถตรงมาตามทางที่มา จ. สมุทรสาคร แต่ไม่ต้องเข้าตัวเมืองสมุทรสาคร ให้ขับตรงต่อมาที่สมุทรสงครามเข้าทางเดียวกับตลาดน้ำอัมพวา และขับตรงเข้ามาเรื่อยๆ ประมาณ 4 กม. ก็จะถึงตลาดน้ำบางน้อย สามารถจอดรถได้ที่วัดเกาะแก้ว ร้านเปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น. โทร. 0-3473-0870

ขอบคุณข้อมูลจาก : ASTVผู้จัดการออนไลน์

คลับแอสทีเรีย สร้างรายได้

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

'ขนมเปี๊ยะดอกไม้' หน้าตาแปลกใหม่ น่าสน

การพลิกแพลงหน้าตาขนมนั้นเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบัน เพราะนอกจากเรื่องรสชาติของขนมแล้ว เรื่องหน้าตาก็เป็นส่วนสำคัญไม่น้อยในการเรียกลูกค้า ซึ่งกับ “ขนมเปี๊ยะ” นั้น เมื่อดัดแปลงหน้าตาก็จะกลายเป็นขนมที่ร่วมสมัย น่าทานและน่าซื้อในทุกโอกาสได้ อย่างเช่นที่ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมาแนะนำกัน...

อาจารย์ณนนท์ แดงสังวาล สาขาวิชาอุตสาหกรรมบริการอาหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) ได้แนะนำการดัดแปลงขนมเปี๊ยะเดิม ๆ เป็น “ขนมเปี๊ยะดอกไม้” ที่ดูแปลกตาน่าทาน ไม่จำเจในแบบเดิม ๆ ซึ่งน่าจะสร้างตลาดใหม่ ๆ ให้เกิดได้ และน่าจะเป็นของฝากที่คนได้รับชอบ ซึ่งการทำขนมเปี๊ยะให้เป็นรูปดอกไม้นั้น อาจจะดูเหมือนยากกว่าทำขนมเปี๊ยะรูปกลม ๆ แต่จริง ๆ แล้วกลับง่ายกว่ามาก ๆ และที่สำคัญขนมจะสุกง่ายมาก เวลาอบจะสุกถึงไส้ขนมเลยทีเดียว

อุปกรณ์การทำขนมเปี๊ยะดอกไม้ ก็เหมือนกับอุปกรณ์ทำขนมทั่วไป ซึ่งหมายรวมว่าต้องมีเครื่องตีแป้ง และตู้อบขนมเพิ่มมาด้วย ต้นทุนอุปกรณ์ตกอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป

การทำขนมเปี๊ยะ อาจารย์ณนนท์บอกว่า จะมีการทำแป้ง 2 ส่วน และไส้ 1 ส่วน ซึ่งแป้ง 2 ส่วนนั้นคือแป้งชั้นนอกและแป้งชั้นใน โดยส่วนประกอบของแป้งชั้นนอก ตามสูตรประกอบด้วย แป้งเค้ก 500 กรัม, น้ำเย็น 250 กรัม, น้ำมันพืช 100 กรัม, เกลือป่น 5 กรัม, น้ำตาลทราย 50 กรัม, นมผง 15 กรัม, ไข่แดงไข่ไก่ (สำหรับแต่งหน้า 15 กรัม) และงาดำคั่ว (สำหรับตกแต่ง) 100 กรัม

ส่วนแป้งชั้นใน ใช้แป้งเค้ก 300 กรัม และน้ำมันพืช 150 กรัม

สำหรับตัวไส้ ส่วนผสม “ไส้ถั่ว” นั้น ตามสูตรจะใช้ถั่วเขียวเลาะเปลือก 500 กรัม, น้ำตาลทราย 600 กรัม, น้ำมันพืช 250 กรัม, เนยสด 50 กรัม, กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา และนมผง 30 กรัม

วิธีทำ เริ่มที่แป้งชั้นนอก ร่อนแป้งเค้กและนมผงเข้าด้วยกันลงอ่างผสมที่เตรียมไว้ จากนั้นผสมน้ำตาลทราย เกลือป่น และน้ำเย็นเข้าด้วยกัน คนจนส่วนผสมละลายดี เทลงในส่วนผสมแป้ง ตีจนแป้งจับตัวเป็นก้อน (ใช้ที่ตีแป้งรูปตะขอ) จากนั้นเติมน้ำมันพืช ตีแป้งต่อจนแป้งเนียน ไม่ติดมือ จึงนำแป้งออกมาแบ่งเป็นก้อน ก้อนละ 20 กรัม คลึงแป้งเป็นก้อนกลมด้วยมือ คลุมด้วยผ้าขาวบาง พักไว้ 5-10 นาที เพื่อให้แป้งคลายตัว และพองขึ้น

แป้งชั้นใน ให้ร่อนแป้งเค้กลงในอ่างผสม เติมน้ำมันพืชลงไป และตีจนส่วนผสมจับตัวเป็นก้อน เสร็จแล้วตัดแบ่งแป้งหนักก้อนละ 10 กรัม แล้วคลึงให้เป็นก้อนกลม พักไว้

จากนั้นนำแป้งชั้นนอกที่เตรียมไว้ก่อนหน้ามาห่อแป้งชั้นใน ปิดตะเข็บให้สนิท นำแป้งมารีดตามยาว แล้วพับทบ 3 ทบ พักไว้ 5 นาที แล้วรีดตามยาวอีกครั้ง พับทบ 3 ทบ พักไว้ 5 นาที แป้งจะเป็นชั้น ๆ พักเตรียมไว้

ต่อไปเป็นการทำไส้ขนมเปี๊ยะที่เป็นไส้ถั่ว ซึ่งต้องทำเตรียมไว้ก่อนหน้า โดยล้างถั่วเขียวเลาะเปลือกให้สะอาด แช่ในน้ำเปล่าประมาณ 12 ชั่วโมง จากนั้นล้างให้สะอาดอีกครั้ง แล้วนึ่งถั่วจนสุก

บดถั่ว น้ำตาลทราย น้ำมันพืช กลิ่น วานิลลา และนมผง เข้าด้วยกันด้วยเครื่อง แล้วเทลงบนกระทะทองเหลือง เปิดไฟกลางกวนจนส่วนผสมข้น และสามารถ ปั้นเป็นก้อนกลมได้ แล้วเติมเนยสด กวนต่อจนส่วนผสมเข้ากันดี ยกลงพักไว้จนถั่วเย็น แบ่งถั่วเป็นก้อน ๆ หนักก้อนละ 15-20 กรัม คลึงเป็นก้อนกลม เตรียมไว้

ขั้นตอนการห่อไส้ รีดแป้งเป็นแผ่นบางประมาณ 14 เซนติเมตร ตัดแบ่งเป็น 2 ชิ้น ใส่ไส้ถั่วกวนระหว่างแป้ง 2 ชิ้น ประกอบปิดตะเข็บให้สนิท แล้วรีดอีกครั้งให้เป็นแผ่นหนาประมาณ 34 เซนติเมตร ใช้มือทำให้ตัวขนมเป็นรูปวงกลม จากนั้นใช้กรรไกรตัดแบ่งเป็น 12 ช่อง แล้วบิดหันกลีบให้สวยงาม วางลงบนเตาอบที่ทาด้วยเนยขาว ตกแต่งหน้าด้วยไข่แดง งาดำคั่ว

อบขนมที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที หรือกระทั่งสุก แซะออกจากถาดวางพักบนตะแกรงจนขนมเย็นสนิท แล้วนำไปอบควันเทียนประมาณ 10 นาที จนมีกลิ่นหอม จึงบรรจุภาชนะที่ปิดสนิท

แป้งปริมาณดังกล่าวข้างต้นจะทำ “ขนมเปี๊ยะดอกไม้” ได้ประมาณ 80 ลูก หรือ 80 ชิ้น โดยมีต้นทุนต่อสูตรประมาณ 200 กว่าบาท ตั้งราคาขายที่ชิ้นละ 10 บาท หรือแล้วแต่ตลาด ซึ่งนอกจากไส้ถั่วแล้วยังสามารถทำเป็นไส้อื่น ๆ อาทิ ไส้งาดำ ไส้ถั่วแดง หรือจะทำหน้าตา-ตกแต่งเป็นรูปแบบอื่น ๆ ก็ได้ อาทิ รูปสัตว์ต่าง ๆ ตามความสามารถ และความเป็นไปได้ เช่น รูปกระต่าย เป็นต้น

สนใจเรื่อง “ขนมเปี๊ยะดอกไม้” ต้องการติดต่อ อาจารย์ณนนท์ ติดต่อได้ที่ โทร. 0-2281-9231-4 ต่อ 2106, 08-5334-3993 08-5334-3993 ซึ่งนี่ก็เป็นตัวอย่างการพลิกแพลงรูปร่างหน้าตาของขนมเดิม ๆ ให้ “แปลกใหม่”.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล
ที่มาของบทความ เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

‘โรตีสไตล์พิซซ่า’


สารพัดหน้า-ขายแปลก

โรตีมีขายหลากหลาย ปรับปรุงกันไปให้ร่วมสมัยหรือให้แปลกแหวกแนว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับใครจะหาไอเดียได้เด็ดขนาดไหน อาทิ โรตีไส้แกง โรตีไส้ กะเพรา ซึ่งเป็นแบบไทย ๆ หรือจะเป็นโรตีไส้กล้วยหอมราดหน้าด้วยช็อกโก แลต หรือสตรอเบอรี่ นี่ก็มีให้เห็น ส่วนจะ ขายได้-ขายดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับทำเล ฝีมือ รวมถึงการตั้งราคา และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีโรตีอีกแบบมาให้ลองพิจารณากัน เป็น “โรตีสไตล์พิซซ่า” ที่ก็น่าสนใจ...

วิเชียร ภูรีญาณสวัสดิ์ เจ้าของร้านโรตีพิซซ่า ย่านวัดชมภูเวก สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี เปิดขายมาระยะหนึ่งแล้ว และได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อพอสมควรทีเดียว ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า ขายมาได้ 2 เดือนกว่า ซึ่งเท่ากับปีที่แล้วซึ่งก็ขายได้เพียงแค่ 2 เดือน หลังจากนั้นไปบวชอยู่ระยะหนึ่ง เมื่อสึกออกมาก็มาทำขายต่อ

“มาเช่าบ้านในซอยวัดชมพูเวก ซึ่งด้านในเป็นชุมชนมีคนอยู่กันมาก แรก ๆ ก็ขายในบ้าน ซึ่งก็ขายดี เพราะมีคนมาซื้อตลอด ต่อมาก็ออกมาขายข้างนอกบ้าง ซึ่งก็เป็นทำเลซึ่งไม่ไกลจากบ้านมากนัก ซึ่งผลตอบรับก็ดีทีเดียว สำหรับการขายในระยะแรก ๆ เพราะเราเพิ่งมาใหม่ได้ไม่นาน” วิเชียรกล่าว

ก่อนจะเล่าต่อไปว่า ไปดูวิธีทำโรตีมาจากร้านที่นครปฐม และนำมาประยุกต์เป็นสูตรของตนเอง โดยได้ไปจ้างอาบังที่ขายโรตีให้มาสอนวิธีสะบัดแผ่นแป้งโรตี ซึ่งกว่าจะชำนาญก็นานพอสมควร ส่วนที่พลิกแพลงทำเป็น “โรตี พิซซ่า” นั้น เพราะคิดว่าน่าจะแปลกดี ยังไม่มีแพร่หลายทั่วไปในตลาด

อุปกรณ์ขายโรตีนั้น เบื้องต้นลงทุนประมาณ 20,000 กว่าบาทขึ้นไป ซึ่งรวมค่ารถเข็น และอุปกรณ์จิปาถะต่าง ๆ มากมายหลายอย่าง ส่วนวัตถุดิบที่ใช้หลัก ๆ จะเป็นส่วนของแป้ง ไข่ไก่ และส่วนประกอบของหน้าโรตี อาทิ ไส้กรอก ปูอัด หมูหยอง ทูน่า ข้าวโพด ถั่วลันเตาต้ม ไข่เค็ม รวมไปถึงเครื่องโรยหน้า อย่างซอสพริก ซอสมะเขือเทศ มายองเนส ออริกาโน่ และพริกป่น ส่วนนี้ก็เป็นส่วนทุนที่จะต้องลงในแต่ละวัน

วิเชียรบอกว่า ถ้าขายโดยใช้แป้งโรตีประมาณ 100 ลูก จะใช้แป้งสาลีประมาณ 2 กก. นวดกับน้ำตาลทราย 2 ช้อนชา, เกลือ 2 ช้อนชา, นมสด 2 ช้อนโต๊ะ, ไข่ไก่ 2 ฟอง และโซดา 1 ซ้อนโต๊ะ (เพื่อให้แป้งนุ่ม) ซึ่งการนวดแป้งนั้นใช้วิธีการนวดด้วยมือให้เข้ากัน จากนั้นก็ปั้นเป็นลูก ๆ ขนาด 1 กำมือพอดี ๆ และคลุมด้วยผ้าขาวบางไว้ จะนำออกมาใช้ก็เวลาทำขายเท่านั้น ซึ่งใช้วิธีคลุมแป้งแบบนี้ก็ได้ ไม่ต้องหมักแป้งนาน ๆ ให้เสียเวลา

ส่วนหน้าโรตีพิซซ่านั้น หลัก ๆ จะมี 5 หน้า ได้แก่ โรตีพิซซ่า, โรตีพิซซ่าไข่เค็ม, โรตีซอนญ่า, โรตีพิซซ่าทูน่า, โรตีพิซซ่าหมูหยอง ราคาขายอยู่ที่ชุดละ 25-35 บาท

วิธีทำ เริ่มที่เตรียมกระทะ ตั้งน้ำมันพอร้อน จากนั้นนำแป้งมาสะบัดเป็นแผ่น จากนั้นนำลงทอดในกระทะ เตรียมไส้ด้วยการเตรียมภาชนะถ้วย เล็ก ๆ ถ้าเป็น โรตีพิซซ่า ธรรมดา ไส้ด้านในจะเป็นไส้กรอกและไข่ไก่ตีรวมกัน, โรตีพิซซ่าไข่เค็ม จะเหมือนกับโรตีพิซซ่า แต่ต้องบี้ไข่เค็มส่วนไข่แดง ลงไปด้วย แล้วตีรวมกัน, โรตีซอนญ่า ไส้จะเป็นส่วนผสมของถั่วลันเตาต้ม-ข้าวโพดต้ม-ปูอัด ตีผสมกับไข่ไก่ สำหรับ โรตีทูน่า มีส่วนผสมของเนื้อปลาทูน่า ถั่วลันเตาต้ม-ข้าวโพดต้ม ตีผสมกับไข่ไก่ และถ้าเป็น โรตีหมูหยอง จะเป็นการทอดแผ่นโรตีกรอบขึ้นมาก่อน เสร็จแล้ว โรยหน้าด้วยหมูหยอง และแต่งหน้าอีกครั้งด้วยซอส พริกป่น และผงออริกาโน่

เมื่อทอดแผ่นโรตีแล้ว ให้ใส่ไส้ที่ตีรวมไว้แล้วลงไป พับปิดให้เรียบร้อย พลิกไปพลิกมาให้พอสุก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ได้ประมาณ 16 ชิ้น เติมน้ำมันลงทอดโรตีให้เหลืองกรอบ เสร็จแล้วนำขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน

จากนั้นนำโรตีใส่ภาชนะขาย เรียงให้ดูเรียบร้อย ปรุงรสแต่งหน้าด้วยซอสพริก ซอสมะเขือเทศ มายองเนส ผงออริกาโน่ และพริกป่นตามลำดับ เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย ส่วนโรตีหมูหยองนั้นทำเหมือนกันเพียงแต่ไม่ต้องใส่ไส้ แต่มาโรยหน้าด้วยหมูหยองตอนท้ายก่อนที่เข้าขั้นตอนปรุงรสแต่งหน้า

วิเชียรบอกด้วยว่า ล่าสุดเพิ่งคิดค้น โรตีแหนม อีกสูตรหนึ่ง ซึ่งวิธีทำคล้ายกับโรตีพิซซ่า แต่เปลี่ยนจากไส้กรอกเป็นแหนมแทน และเพิ่มถั่วลันเตาและข้าวโพดลงไปด้วย ส่วนวิธีทำเหมือนกันทุกอย่าง ราคาก็ 30 บาท

ใครสนใจ “โรตีพิซซ่า” ของวิเชียร เขาขายทุกวันตั้งแต่เวลาบ่าย 3 โมงเป็นต้นไป โดยร้านอยู่ที่ปากซอยวัดชมภูเวก (ซอยนนทบุรี 33) ย่านสนามบินน้ำ นนทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 08-5226-7124 หาร้านไม่เจอก็ลองโทรฯ ถามไถ่กันดู ซึ่งเจ้าตัวบอกมาด้วยว่า พร้อมจะสอนอาชีพนี้ให้สำหรับคนที่มีความตั้งใจจริง.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน
ที่มา เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

‘ซองใส่มือถือ’ ไอเดียกวน ๆ แต่ทำเงิน

ความสำเร็จของสินค้างานแฮนด์เมด นอกจากรูปแบบต้องโดดเด่นสะดุดตาแล้ว การสร้างตราสินค้า หรือสร้างแบรนด์ ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กัน เพราะจะทำให้ลูกค้าจดจำสินค้าได้ ลูกค้าเกิดความคุ้นเคย และสนใจซื้อสินค้า อย่างเช่นสินค้า “ซองหนังใส่โทรศัพท์มือถือ” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ...

“อุทิศ แก้วกาหลง” เจ้าของงานไอเดียชิ้นนี้ เล่าว่า หลังเรียนจบด้านรัฐศาสตร์ก็ไปทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่พักใหญ่ ต่อมารู้สึกว่าไม่ถนัดกับงานแบบนี้ ชอบงานอิสระ จึงตัดสินใจลาออกมาทำอาชีพค้าขายทั่วไป ก่อนจะหันมาทำโมเดลจำลองตัวการ์ตูนและหุ่นยนต์ขาย จนตอนหลังตลาดมีคู่แข่งอยู่มาก จึงคิดว่าน่าจะลองประดิษฐ์สินค้า ที่เป็นรูปแบบเฉพาะของตนเองขึ้น จึงเริ่มทำพวงกุญแจตัวการ์ตูน โดยระยะแรกทดลองนำไปแจกให้กับเพื่อนฝูงและคนรู้จัก ปรากฏว่าหลายคนชอบ จึงคิดว่าน่าจะพัฒนามาเป็นสินค้าได้ จึงเริ่มทำจริงจังโดยวางจำหน่ายที่บริเวณหน้าห้างบิ๊กซี รามคำแหง ซึ่งเป็นทำเลประจำจนถึงปัจจุบัน

หลังจากทำพวงกุญแจ ต่อมาก็พัฒนามาเป็นตุ๊กตาสำหรับห้อยกับโทรศัพท์มือถือ และ “ซองหนังใส่โทรศัพท์มือถือ” โดยรูปแบบสินค้าจะเน้นที่ “ตัวการ์ตูนหน้าตากวน ๆ สีสันสดใส” เพราะ ตนเองชอบงานในรูปแบบนี้อยู่แล้ว ต่อมาคิดว่าในตลาดสินค้าแฮนด์เมด การลอกเลียนแบบหรือก๊อบปี้มีสูง จึงคิดว่าสินค้าก็น่าจะมี “ยี่ห้อ” เพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ จึงใช้ชื่อ “แขกดอย” ซึ่งเป็นคำผวนที่เพื่อนมักชอบเรียกชื่อเล่นของตน

“นอกจากลูกค้าจะจำสินค้าได้ ชื่อนี้ก็ใช้เป็นชื่อที่ทำให้ลูกค้าสนิทกับเราได้มากขึ้น เพราะชื่อสินค้าไปได้ดีกับรูปแบบสินค้าของเราที่เป็นตัวการ์ตูนกวน ๆ ก็ถือว่าได้ประโยชน์จากแบรนด์สองทาง” อุทิศบอก

สำหรับรูปแบบของชิ้นงานในปัจจุบันที่ทำจำหน่ายอยู่นั้น มีอยู่ 3 ชนิดคือ ที่ห้อยโทรศัพท์มือถือ พวงกุญแจ และซองโทรศัพท์มือถือ โดย ชนิดหลังลูกค้าให้การตอบรับเป็นพิเศษ เพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มาก ทั้งใส่โทรศัพท์มือถือ ทั้งใส่เศษสตางค์ รวมถึงใส่ของกระจุกกระจิก ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่น นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ รูปแบบชิ้นงาน จึงเน้นสีสันฉูดฉาด ส่วนตัวการ์ตูนก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยจุดเด่นอยู่ที่รอยยิ้ม

ทุนเบื้องต้นของงานประเภทนี้ อยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทขึ้นไป ส่วน ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 40% จากราคาขาย ส่วนรายได้-ราคาขาย ต่ำสุดชิ้นละ 49 บาท ขึ้นไปจนถึงชิ้นละ 89 บาท ขึ้นกับขนาดและชนิดสินค้า

วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการทำ ประกอบด้วย เข็มกับด้ายสีสันต่าง ๆ, กระดุมสีขนาดต่าง ๆ สำหรับใช้ตกแต่งตัวการ์ตูน, สแตรปเปิ้ล (เครื่องเย็บกระดาษ), ดินสอ, ไม้บรรทัด, คีม, ฝากระป๋อง สำหรับใช้เป็นแม่พิมพ์ร่างแบบ, หนังเทียม สีสันต่าง ๆ, ห่วงสำหรับทำพวงกุญแจและร้อยเชือก, เชือกฝ้ายสำหรับสะพาย และหนังยางมัดผม

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากร่างแบบตัวการ์ตูนที่ออกแบบไว้ลงบนกระดาษแข็ง จากนั้นทำการตัดกระดาษตามแบบที่ร่างไว้เพื่อใช้เป็นแบบในการตัดหนังเทียม เพื่อขึ้นรูปเป็นตัวการ์ตูน นำแบบที่ได้มาทาบลงบนด้านหลังของหนังเทียม จากนั้นทำการลากเส้น และตัดขึ้นรูปตามแบบ ขั้นต่อไปให้นำส่วนประกอบที่ตัดขึ้นรูปไว้มายึดติดด้วยเครื่องยิงกระดาษเพื่อให้ชิ้นงานไม่ขยับขณะทำการเย็บ นำผ้าขาวมารองพื้นตรงบริเวณด้านหลังของหนัง เพื่อปิดบังไม่ให้เห็นรอยเย็บ ทำการเย็บขึ้นรูปเป็นตัวการ์ตูนโดยใช้กระดุมหรือด้ายเย็บเป็นลวดลายต่าง ๆ ตามที่ออกแบบไว้

มีข้อแนะนำคือ ด้ายที่ใช้เย็บเป็นตัวการ์ตูนควรใช้เป็นสีเดียวกับหนังเทียมที่ขึ้นรูปเป็นส่วนลำตัว และการตัดแผ่นหนังที่จะใช้เป็นส่วนประกอบของซองโทรศัพท์ด้านหน้าและหลังนั้น ด้านหลังต้องวัดเผื่อความยาวจากด้านหน้าประมาณ 4 เซนติเมตร เพื่อที่จะพับเป็นฝาปิดซอง เมื่อได้แล้วให้ทำการกรีดหนังเทียมด้วยคัตเตอร์ที่ด้านหลังของซองโทรศัพท์ เพื่อให้เป็นที่ใส่ห่วงสำหรับร้อย

จากนั้นทำการเย็บประกบแผ่น หนัง และร้อยเชือกสำหรับสะพาย เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

“รายได้ในปัจจุบัน นอกจากจะมีจากการผลิตสินค้าเพื่อวางขายที่หน้าร้านแล้ว ก็ยังมีรายได้เสริมอีกทางจากการรับผลิตงานตามแบบของลูกค้าที่สั่งทำพิเศษ เพื่อนำไปใช้เป็นของที่ระลึก ของชำร่วย ในงานแต่งงาน หรืองานอื่น ๆ อีกด้วย” เจ้าของงานกล่าว

อุทิศมีทำเลขายชิ้นงานไอเดีย รวมถึง “ซองหนังใส่โทรศัพท์มือถือ” ที่บริเวณด้านหน้าห้างบิ๊กซี สาขารามคำแหง โดยขายประจำทุกวันเวลา 20.00-22.00 น. ใครสนใจก็ลองแวะเวียนไปดูกันได้ หรือหากต้องการติดต่อกับอุทิศก็ติดต่อได้ที่ โทร. 08-5159-1191 08-5159-1191 หรือที่อีเมล kake252@hotmail.com.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รางาน

ที่มา เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/

วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

'โคมไฟดินหอม' งานปั้น-งานหอมๆ ทำเงิน รวยไว


เครื่องปั้นดินเผา สินค้าหัตถกรรมประเภทงานปั้น แม้หลายคนจะมองว่าตลาดสินค้าประเภทนี้ค่อนข้างเติบโตน้อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ หากรู้จักพลิกแพลง-ต่อยอด-ผสมผสาน และรู้จักสร้างเอกลักษณ์เพิ่มมูลค่าให้สินค้า อย่างเช่นงาน “โคมไฟดินหอม” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” ไปพบเจอมา...

“พรรษา สิงโตแก้ว” เจ้าของงานดังกล่าวนี้ บอกว่า “โคมไฟดินหอม” นี้เริ่มมาจากความที่เป็นคนชอบงานปั้น เนื่องจากเติบโตมาในครอบครัวช่างปั้น ต่อมาเมื่อมาลงหลักปักฐานที่จังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่าในพื้นที่มีดินเหนียวคุณภาพดี จึงทดลองนำมาปั้นชิ้นงาน โดยแรก ๆ ตั้งใจจะทำเพื่อเป็นงานอดิเรก ต่อมาคิดว่าน่าจะส่งเสริมให้คนในพื้นที่ได้มีรายได้เสริมจากอาชีพเกษตรกรรม จึงเริ่มรวมตัวก่อตั้งกลุ่มผลิตงานปั้นเล็ก ๆ ขึ้น โดยเน้นที่ชิ้นงานปั้นรูปแบบง่าย ๆ เริ่มจากการปั้นตุ๊กตาดินเผา ก่อนจะพัฒนาแตกชนิดสินค้าเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันมีหลากหลาย อาทิ โมบายสำหรับแขวน ตะเกียงน้ำมันหอมระเหย บ้านดินเผาสำหรับนก เป็นต้น

สำหรับโคมไฟดินหอม หรืออีกชื่อ “โคมไฟอารมณ์ดิน” นั้น เกิดขึ้นเพราะต้องการต่อยอดนำวัสดุ และส่วนประกอบที่มีอยู่แล้วจากการปั้น คือส่วนประกอบที่ปั้นเป็นลูกปัดสำหรับทำโมบายแขวน มาผสมผสานเข้ากับงานโคมไฟ และงานตะเกียงน้ำมันหอมระเหย เพื่อให้เกิดเป็นสินค้าชนิดใหม่ โดยอาศัยดวงไฟจากโคมไฟเป็นตัวทำให้เกิดความร้อนกับน้ำมันหอมระเหย ทั้งยังสามารถให้แสงสว่างในรูปแบบโคมไฟอีกด้วย

ถือเป็นการต่อยอดสินค้าที่เพิ่มเงินลงทุนไม่มาก

อีกจุดขายที่ใช้ “เพิ่มมูลค่า” ก็คือ “รูปแบบของงานที่ไม่ซ้ำกัน” เนื่องจากงานปั้นที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะผลิตด้วยมือทุกชิ้น ไม่มีแม่พิมพ์ ดังนั้นรูปแบบและลวดลายจึงไม่ซ้ำกัน...

“เรามองว่าเป็นการต่อยอดโดยที่แรงงานในกลุ่มของเราไม่ต้องสร้างเนื้องานเพิ่มมาก เพราะงานปั้นลูกปัดก็ทำเพื่อผลิตเป็นโมบายอยู่แล้ว ที่จะเพิ่มเข้ามาก็คืองานส่วนโครงสร้างของโคมไฟ” เจ้าของงานกล่าวสำหรับตลาดของสินค้า พรรษาบอกว่า ส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่ บ้านคุ้มวิมานดิน ของเธอ เนื่องจากไม่ได้ขายผ่านคนกลาง แต่อาศัยเปิดร้านอยู่กับบ้าน และจำหน่ายผ่านทางหน้าเว็บไซต์ www.koomwimarndin. com เท่านั้น

ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ เจ้าของงานบอกว่าใช้เงินลงทุนประมาณ 3,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าเครื่องมือและอุปกรณ์ในงานปั้น ส่วนทุนวัตถุดิบต่อชิ้นอยู่ที่ประมาณ 40% จากราคาขาย โดยราคาขายเริ่มต้นตั้งแต่ 500 บาท ไปจนถึง 4,000 บาท ซึ่งโคมไฟจะมีทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำโคมไฟดินหอม ประกอบด้วย เตาสำหรับเผา (สามารถใช้ได้ทั้งแบบแก๊สและไฟฟ้า), ดินเหนียว, เศษฟางและแกลบ สำหรับผสมดิน, ไม้สำเร็จรูป สำหรับทำโครงโคมไฟ, เอ็น ไนลอนหรือเชือก สำหรับร้อยลูกปัด, ตะเกียงน้ำมันหอมระเหย, ชุดหลอดไฟสำเร็จรูป และเครื่องมือสำหรับตกแต่งดินเผา อาทิ เกรียง มีดแกะสลัก พู่กัน

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากการเตรียมดินเหนียวสำหรับปั้น โดยดินเหนียวที่ใช้จะเป็นดินที่อยู่ลึกลงไปประมาณ 50 เซนติเมตร เมื่อได้ดินเหนียวจำนวนที่ต้องการแล้วก็นำมาผึ่งแดดเพื่อให้ดินแตกตัวเป็นชิ้นเล็ก จากนั้นนำดินที่แตกตัวแล้วมาแช่น้ำทิ้งไว้ให้ดินตกตะกอน

เมื่อดินตกตะกอนแล้วให้เทน้ำทิ้ง นำส่วนผสมสำหรับผสมดินในงานปั้นใส่ลงไป อาทิ ทราย, แกลบ, ฟาง จากนั้นคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันกับเนื้อดิน ทำการนวดดินให้เป็นเนื้อเดียวกันจนได้อาการดิน หรือมีความเหนียวพอเหมาะสำหรับการปั้น แล้วก็เริ่มลงมือปั้นเป็นลูกปัดสำหรับร้อยตามรูปแบบที่ต้องการ โดยต้องเจาะรูสำหรับร้อยเชือกและเอ็นไว้ด้วยก่อนที่จะนำเข้าเตาเผา

จากนั้นนำส่วนประกอบต่าง ๆ เข้าเผาในเตาเผาที่ความร้อนไม่ต่ำกว่า 900 องศาเซลเซียส โดยใช้เวลาในการเผาประมาณ 10 ชั่วโมง จึงนำออกมาทิ้งไว้ให้ดินเผาเย็นตัวประมาณ 1 วัน

เมื่อดินเผาเย็นตัวลงแล้วก็นำมาร้อยเข้าด้วยกันด้วยเอ็นไนลอนหรือเชือกสำหรับร้อยลูกปัด เมื่อร้อยได้จำนวนที่ต้องการแล้วจึงนำมาประกอบเข้ากับตัวโคมไฟที่ทำการติดตั้งชุดไฟสำเร็จรูปไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อประกอบเสร็จก็ตกแต่งตามต้องการ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำโคมไฟดินหอม

“วิธีการไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน เรียนรู้ไม่นานก็สามารถทำได้ แต่ทุก ๆ ขั้นตอนจำเป็นต้องใช้เวลาและอาศัยฝีมือบวกกับความตั้งใจของคนปั้นเป็นสำคัญ ผลงานถึงจะออกมาสวยงาม” เจ้าของงานระบุ

ใครสนใจชิ้นงาน “โคมไฟดินหอม” นี้ติดต่อได้ที่ คุ้มวิมานดิน เลขที่ 121/1 หมู่ 3 ต.คลองเขื่อน อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา โทร.08-2255-9807, 08-7825-1338 08-7825-1338, 08-1866-8700 08-1866-8700 หรือที่อีเมล info@koomwimarn din.com ใครที่สนใจอยากจะเรียนรู้งานปั้นดินเผาก็ลองสอบถามกันดู.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

ที่มา เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

กล่องรับซองจดหมาย สร้างอาชีพ ทำเงิน


งานกระดาษ-ทำเงินงานมงคล

“ช่องทางทำกิน” เคยนำเสนอผลงานที่เกี่ยวกับงานกระดาษหรืองาน “เปเปอร์มาเช่” ไปหลายหน แต่ก็ยังมีคนค้นคิดและดัดแปลงผลิตภัณฑ์แนวนี้ออกมาอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่างานแนวนี้ยังไม่ถึงทางตัน อย่างเช่นงาน “กล่องรับซอง” ที่มีกลุ่มลูกค้าคือผู้ที่จัดงานมงคล โดยเฉพาะงานวิวาห์...

“ชลดิส ชุณหโสภาค” เจ้าของงานเล่าว่า เคยทำงานเป็นพนักงานประจำตลาดหลักทรัพย์ เพราะเรียนจบมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยยึดอาชีพดังกล่าวมานานกว่า 12 ปีจนรู้สึกอิ่มตัว จึงวางแผนที่จะออกมาจับธุรกิจสักประเภทเพื่อรองรับชีวิตในอนาคต จังหวะที่กำลังมองหาอยู่นั้นได้มีโอกาสได้ไปเห็นงานรูปแบบ “เปเปอร์มาเช่” เข้าก็เกิดความสนใจ จึงใช้เวลาว่างจากงานประจำไปอบรมและฝึกหัดทำ

เมื่อมีความชำนาญมากขึ้น ภายหลังจึงคิดว่าน่าจะถึงเวลาออกมาทำตามที่ตั้งใจเสียที จึงตัดสินใจออกมาผลิตงานแนวนี้เพื่อจำหน่ายตั้งแต่ปี 2544 โดยตอนแรกมีหน้าร้านวางจำหน่ายสินค้าที่สวนลุมไนท์บาซาร์ ภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดลง จึงตัดสินใจไม่ทำร้าน แล้วหันมาสร้างเว็บไซต์ของตนเองขึ้น พร้อมเปลี่ยนมาผลิตงานแนวเวดดิ้ง ผลิต “กล่องรับซอง” ในงานแต่งงาน จับตลาดงานเวดดิ้ง และคู่รัก

“ตอนแรกลูกค้าจะเป็นนักท่องเที่ยว เพราะสินค้าส่วนใหญ่เป็นของที่ระลึก ตอนหลังมองว่าตลาดกลุ่มนี้มีความผันผวน มีความเสี่ยงจากปัจจัยแวดล้อมสูง และกระทบกับ ยอดขายได้ง่าย จึงมองหาตลาดใหม่ที่มีความผันผวนน้อยกว่าตลาดแรก โดยมาสรุปที่ตลาดเวดดิ้งหรือลูกค้าคู่รักที่กำลังจะแต่งงาน” ชลดิสกล่าว

ข้อดีของตลาดลูกค้ากลุ่มนี้ เขาระบุว่า ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร แต่ลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะไม่ผันผวนตามสถานการณ์เหมือนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มักจะมีผลกระทบขึ้นลงตามสภาพเศรษฐกิจและการเมือง ข้อดีประการต่อมาคือ โอกาสคิดงานไม่ออกหรือถึงทางตันมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนออกแบบและคิดงานให้ทำ เนื่องจากคู่รักแต่ละคู่ก็อยากจะได้สิ่งของที่ไม่เหมือนใคร หรือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

“ลูกค้าจะมีเรื่องราวหรือมีคอนเซปต์ที่เขาคิดมาไว้ก่อนแล้ว เรามีหน้าที่แนะนำและจัดทำสินค้าตามความคิดของเขา ขึ้นมาให้เป็นรูปเป็นร่าง จึงพูดได้เลยว่าโอกาสตันเกิดขึ้นได้น้อยมาก” เจ้าของงานระบุ

วัสดุ-อุปกรณ์ในการทำชิ้นงาน ประกอบด้วย ดินเหนียว (ใช้ขึ้นรูปชิ้นงาน), ปูนปลาส เตอร์ (สำหรับหล่อโมลหรือแม่พิมพ์), เกรียงปาด, กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า, กระดาษแข็ง, แป้งข้าวเจ้า (สำหรับทำกาว), สีน้ำทาบ้าน, น้ำยาเคลือบมัน (ใช้ 2 สูตร คือสูตรน้ำกับสูตรยูริเทน) และที่เหลือก็เป็นพวกวัสดุตกแต่งตามต้องการ

ทุนเบื้องต้นอาชีพ ลงทุนประมาณ 5,000 บาท ส่วนทุนวัสดุอยู่ที่ประมาณ 40% จาก ราคาขาย โดยราคาขายเริ่มต้นตั้งแต่ชิ้นละ 600 บาท ไปจนถึงสูงสุด 4,500 บาท ขึ้นอยู่กับวัสดุตกแต่งที่จะต้องนำมาใช้ โดยการสั่งทำผลงานแต่ละชิ้นจะใช้เวลาในการทำประมาณ 3 สัปดาห์ หรือขึ้นอยู่กับแบบและความยากง่าย

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากนำแบบที่ต้องทำมาขึ้นรูปด้วยดินเหนียว โดยนำดินเหนียวมาปั้นขึ้นเป็นรูปทรงตามที่ได้ออกแบบไว้ เมื่อขึ้นจนเป็น รูปทรงที่ต้องการแล้ว ให้เทปูนปลาสเตอร์ที่ผสมรอไว้มาเทขึ้นรูปกับดิน เหนียวที่ปั้นไว้ จากนั้นตั้งทิ้งไว้จนแห้ง จึงกะเทาะออก ก็จะได้แม่พิมพ์สำหรับการแปะกระดาษ

ระหว่างนั้นก็ทำการเตรียมกระดาษที่จะใช้หุ้มชิ้นงาน ด้วยการฉีกกระดาษแช่น้ำไว้

เมื่อได้แม่พิมพ์แล้วก็ให้นำกระดาษที่เตรียมไว้มาทำการแปะและหุ้มให้รอบแม่พิมพ์ โดยการหุ้มให้เริ่มจากการหุ้มด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ก่อน จากนั้นจึงนำกระดาษแข็งสีขาวที่เตรียมไว้มาค่อย ๆ หุ้มทับอีกชั้นหนึ่ง

สาเหตุที่ใช้กระดาษแข็งสีขาวแปะที่ชั้นนอกนั้น เจ้าของผลงาน กล่าวว่า จะช่วยทำให้พื้นผิวของชิ้นงานดูเนียนเรียบเสมอกัน และทำให้สีสันของชิ้นงานสม่ำเสมอ มีสีสันสดใส ชัดเจน ไม่เป็นรอยด่าง

เมื่อหุ้มกระดาษจนครบสมบูรณ์แล้ว ก็นำไปตากแดดทิ้งไว้ให้แห้ง โดยใช้เวลาประมาณ 1 วัน เมื่อชิ้นงานแห้งสนิทดีแล้วก็นำมาทำการลงสี วาดลวดลายตามที่ออกแบบไว้ ปล่อยทิ้งจนสีแห้ง จากนั้นจึงทำการลงน้ำยาเคลือบผิวมัน โดยใช้สูตรน้ำก่อน แล้วถึงค่อยลงน้ำยาสูตรยูริเทน เพื่อไม่ให้เกิดกรณีน้ำยาเคลือบผิวกัดผิวชิ้นงาน เมื่อเคลือบจนเสร็จก็ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง ทำการตกแต่งด้วยวัสดุตกแต่ง เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

“จุดเด่นของเราคือ นอกจากจะเน้นที่ตัวชิ้นงานเปเปอร์มาเช่แล้ว รอบ ๆ เราก็ยังเน้นการตกแต่งเพื่อสร้างบรรยากาศด้วย ซึ่งกระแสตอบรับที่ได้กลับมาค่อนข้างดี นอกจากงานแต่งแล้วก็ยังมีลูกค้าประเภท อีเวนต์ที่สั่งทำชิ้นงานเพื่อนำไปตั้งโชว์เพื่อดึงดูดลูกค้า ณ จุดขายอีกด้วย” เจ้าของงานกล่าว

สนใจ “งานกระดาษ” เปเปอร์มาเช่ ที่ทำเป็น “กล่องรับซอง” ของชลดิส ติดต่อได้ที่ โทร.08-7593-0719 หรือดูในเว็บไซต์ www.pantipmarket.com/ mall/cjhandmade ส่วนใครที่สนใจอยากจะรู้วิธีทำมากกว่านี้ ก็ลองสอบถามจากเจ้าของงานโดยตรงได้เลย !!.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

พลิกแพลงซาลาเปา..ไส้แกง

พลิกแพลงสร้างจุดขายที่ไม่เหมือนใครซาลาเปาไส้แกงจ้า

“ซาลาเปา” ยุคนี้มีการพัฒนาพลิกแพลงให้แปลกใหม่หลากหลาย ทั้งรูปร่างหน้าตา รวมถึง “ไส้แปลก ๆ” ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็จะเสนอข้อมูลการทำอาชีพขายซาลาเปาที่มีไส้ใหม่ ๆ น่าสนใจ...

ศิริพรรณ อตัญธี อายุ 43 ปี เจ้าของร้าน “บ้านซาลาเปา” ย่านรังสิต ซึ่งทำซาลาเปาขายมากว่า 10 ปี เล่าว่า อาชีพเดิมคือพนักงานออฟฟิศ เมื่อช่วง พ.ศ. 2543 ต้องตกงาน เพราะพิษเศรษฐกิจ ต้อง ออกจากงาน แต่โชคดีที่สามีมีอาชีพเป็นกุ๊กที่ภัตตาคารห้อยเทียนเหลา จึงได้ออกมาทำซาลาเปาขายแบบเล็ก ๆ ที่บ้าน

ระยะแรกเริ่มต้นจาก 3 ไส้ก่อนคือ ซาลาเปาไส้หมูแดง, ซาลาเปาไส้หมูสับ, ซาลาเปาไส้ครีม ทำแล้วนำไปฝากขายตามสถานที่ต่าง ๆ จากนั้นก็พัฒนาอาชีพให้เติบโตมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันซาลาเปาที่ทำขายมีมากกว่า 10 ไส้ ประยุกต์ พัฒนา พลิกแพลงมาเรื่อย ๆ ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป

ซาลาเปาไส้เขียวหวานไก่ไข่เค็ม, ซาลาเปาไส้กะเพราไก่ไข่เค็ม, ซาลาเปาไส้พะแนงหมูไข่เค็ม เป็น 3 ในกว่า 10 ไส้ที่ศิริพรรณทำขายอยู่ และได้รับความนิยมเป็นอย่างดี ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า เพราะคนไทยกินข้าวแกงประจำ จึงคิดทำ ซาลาเปาที่มีรสแกงออกมาขาย ทดลองทำอยู่ไม่นานก็ทำได้ และขายดีด้วย

วิธีทำซาลาเปาไส้แกงต่าง ๆ ศิริพรรณอธิบายว่า ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มที่แป้ง ตามสูตรก็เตรียมแป้งสาลี 12 กก., เชื้อ 1 กก. (เชื้อนี้ต้องเริ่มต้นด้วยการหมักแป้งสาลีประมาณ 2 กำมือกับน้ำพอประมาณ นวดแล้ว ทิ้งไว้ 2-3 วัน เมื่อจะนำมาขึ้นเชื้อใหม่ ให้นวดแป้งสาลีกับน้ำในปริมาณที่ต้องการใช้ แล้วนำมาผสมกับปริมาณแป้งที่จะใช้ในแต่ละวัน เชื้อแป้งนี้อย่าใช้จนหมด ต้องแบ่งบางส่วนไว้ใช้ในคราวต่อไปด้วย เพราะถ้าใช้หมดต้องเสียเวลาหมักแป้งใหม่ ซึ่งอาจทำได้ไม่เหมือนครั้งแรก หรือจะแก้ปัญหาด้วยการไปขอเชื้อจากภัตตาคารที่ขายซาลาเปาก็ได้), น้ำตาลทราย 12 กก., แอมโมเนีย 1 ช้อนชา., ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ., น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ, นมสด 12 กระป๋อง

ในส่วนของแป้งนี้ วิธีทำคือนวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันให้เนียน โดยที่แป้งไม่ติดมือ จากนั้นใส่น้ำประมาณ 12 ถ้วย แล้วนวดจนเนียนอีก 20 นาที จากนั้นค่อย ๆ แบ่งแป้งออกเป็นก้อน ก้อนละ 40 กรัม เตรียมไว้

สำหรับสูตรแป้งที่ว่ามานี้จะทำซาลาเปาได้ประมาณ 30-32 ลูก

ต่อด้วยวิธีการทำ ไส้เริ่มที่ “ซาลาเปาเขียวหวานไก่ไข่เค็ม” มีส่วนผสมของไส้คือ เนื้อไก่สับ 1 กก., พริกแกงเผ็ดเขียวหวาน 2 ช้อนโต๊ะ, กะทิ 1 กล่อง, น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ คลุกให้เข้ากัน ใส่แป้งข้าวโพดลงไปพอประมาณ นวดให้เข้ากันจนเหนียว จากนั้นใส่ใบโหระพาลงไป แล้วค่อยนำไปแบ่งใส่แป้งซาลาเปาที่แผ่เตรียมไว้ ใส่ไข่เค็มสุก (ไข่แดง) ลงไปประมาณ 12 ฟอง

ถัดมา “ซาลาเปาพะแนงหมูไข่เค็ม” มีส่วนผสมคือ เนื้อหมู 1 กก., เครื่องแกงพะแนง 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ, ใบมะกรูดหั่นฝอย ผสมส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นจึงค่อยนำไปแบ่งใส่แป้งซาลาเปาที่แผ่เตรียมไว้ ใส่ไข่เค็มสุก (ไข่แดง) ลงไปประมาณ 12 ฟอง

ส่วน “ซาลาเปากระเพราหมูไข่เค็ม” ใช้หมูสับ 1 กก., กระเทียมสับ และพริกขี้หนูบด 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ และใบกะเพราพอประมาณ วิธีทำก็นำส่วนผสมมาคลุกผสมให้ เข้ากัน จากนั้นจึงนำไปแบ่งใส่แป้งซาลาเปาที่แผ่เตรียมไว้ ใส่ไข่เค็มสุก (ไข่แดง) ลงไปประมาณ 12 ฟอง การห่อแป้งหุ้มไส้ต่าง ๆ นั้น เวลาจะห่อไส้ก็ให้แผ่แป้งออกขนาดประมาณฝ่ามือ ใส่ไส้ลงไปพอประมาณ แล้วจึงห่อแป้งหุ้มให้แน่น จับจีบด้านบนให้สวยงาม แล้ววางบนกระดาษ จากนั้นนำไปนึ่งประมาณ 12-15 นาที

ซาลาเปาทั้ง 3 ไส้นี้ขายได้ในราคาลูกละ 15 บาท โดยมีต้นทุนประมาณ 60-70% ของราคา

สนใจ “ซาลาเปาไส้แกง” ต้องการติดต่อ ศิริพรรณ อตัญธี ร้านของเธออยู่ที่ 35 ซอยบงกช 30 หมู่ 2 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร.0-2901-8369, 08-9925-6312 หรือดูใน www.bansalapao.com ซึ่งเจ้าของอาชีพขายซาลาเปารายนี้ต้องถือว่าพลิกแพลงได้น่าสนใจไม่น้อย.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน/ จเร รัตนราตรี : ภาพ
หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

'ทอลูกปัด' งานเสริม 'ขายไอเดีย-ราคาดี' รวย

งานประดิษฐ์หลายชิ้นต้องยอมรับว่าเมื่อได้เห็นแล้วก็อดทึ่งไม่ได้ เพราะนอกจากจะสวยงามแล้วยังแสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของคนทำเป็นอย่างมาก ต้องใช้เวลาและความอดทน แต่เมื่อเทียบกับมูลค่าที่ได้รับกลับมาก็เรียกได้ว่า...หายเหนื่อย อย่างเช่นงาน “ทอลูกปัด” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ...อาชีพเสริม

มณี แถววงษ์ เจ้าของงาน “ทอลูกปัด” เล่าว่า เคยประกอบอาชีพเป็นผู้สื่อข่าวมาก่อน ภายหลังแต่งงานมีครอบครัวก็เลยเปลี่ยนงาน หันมาสนใจงานประดิดประดอย อาศัยเวลาว่างไปอบรมหาความรู้เกี่ยวกับการ ประดิษฐ์งานฝีมือตลอดเวลา จนมาสะดุดใจกับงานทอลูกปัดนี้เข้า โดยได้เห็นรูปแบบมาจากงานทอลูกปัดยุคโบราณ คิดว่าสวยดี จึงหันมาศึกษาขั้นตอนการทำงานทอลูกปัดนี้อย่างจริงจัง โดยนำมาประยุกต์ให้เข้ากับจินตนาการของตนเอง จนเกิดเป็นลวดลายต่าง ๆ ขึ้น โดยปัจจุบันทำงานนี้มาได้กว่า 20 ปีแล้ว

“รูปแบบคือการผสมผสานเทคนิคระหว่างงานทอผ้าผนวกกับงานร้อยลูกปัด โดยจะเน้นผลิตเป็นชิ้นงานหรือเป็นภาพ โดยลูกค้าสามารถซื้อแล้วนำไปประดับกับสินค้า อื่น ๆ หรือใช้เป็นของตกแต่ง”

การทอลูกปัดนั้น มณีบอกว่า สามารถดัดแปลงให้เป็นชิ้นงานได้หลากหลาย เช่น สร้อยข้อมือ สร้อยคอ กระเป๋าใส่ของกระจุกกระจิก ฯลฯ ตามแต่จินตนาการของคนทำ โดยสินค้าของมณีและกลุ่มงานทอลูกปัด ราคาขายเริ่มต้นที่ชิ้นละ 900 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับขนาด รูปแบบ และความยากง่ายของสินค้า

สำหรับความแตกต่างระหว่างงานร้อยลูกปัดกับงานทอลูกปัดนั้น เจ้าของงานบอกว่า งานทอลูกปัดจะใช้เวลาและความอดทนในการทำมากกว่า เพราะแต่ละขั้นตอนจำเป็นต้องอาศัยความประณีต เหมือนกับการทอผ้า แต่แลกมาด้วยความสวยงามของลวดลายที่จะละเอียดกว่า และสามารถสร้างสรรค์ลวดลายได้มากมาย

“ลวดลายที่ทำเริ่มจากลายง่าย ๆ เช่น ลายดอกไม้ ที่เป็นลายพื้นฐาน ไปจนถึงลายที่ยากขึ้น อย่างลายไทย ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ซื้อไปเพื่อเป็นของตกแต่งและของประดับ โดยมีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ”

ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนไม่มาก อยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท ส่วนทุนวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 30% ของราคาขาย เพราะใช้วัสดุในการทำไม่มาก แต่ใช้เวลามาก โดยอุปกรณ์ที่จำเป็นในงานทอลูกปัด ได้แก่ เครื่องหรือกี่สำหรับทอลูกปัด, ด้าย-เข็ม สำหรับร้อยลูกปัด, ลูกปัด, กรรไกร-คัตเตอร์ และอุปกรณ์สำหรับตกแต่ง อื่น ๆ

ขั้นตอน การทำ เริ่มจากการขึงเส้นด้าย เพื่อทอเครื่องประดับที่มีความยาวไม่มากเกิน ความยาวของเครื่องทอ เช่น จี้ เข็มกลัด หรือสร้อยข้อมือ โดยขึงเส้นด้ายวนอ้อมหมุดไปมาทั้งสองด้าน จนได้จำนวนเส้นด้ายแนวตั้งครบตามที่ต้องการ โดยหมุนแกนให้หมุดทำมุม 45 องศาทั้ง 2 ด้าน แล้วหมุนตัวล็อกเพื่อยึดให้แน่น

จากนั้นยึดปลายเส้นด้ายด้วยสก๊อตเทปแล้วพันรอบหมุดประมาณ 3 รอบ โดยขึงเส้นด้ายไปยังหมุดอีกด้าน ให้เส้นด้ายผ่านร่องสปริงทั้ง 2 ด้านแล้วพันวกกลับ โดยอ้อมผ่านหมุดและพันพาดไปมาทีละเส้นโดยให้แต่ละเส้นขนานกัน โดยอยู่เรียงกันในร่องสปริง และถูกตรึงโดยหมุดทั้ง 2 ด้าน
เมื่อขึงจนครบจำนวนเส้นที่ต้องการ ให้พันปลายเส้นด้ายรอบหมุด 3 รอบ ยึดปลายด้ายด้วยสก๊อตเทป ปรับเส้นด้ายที่ขึงให้ตึง โดยหมุนตัวล็อกให้แกนไม้บิดลงเล็กน้อย

ต่อมาเป็นขั้นตอนการทอ เริ่มจากการร้อยลูกปัดด้วยเข็มและด้าย โดยใช้สีและจำนวนตามที่แบบกำหนด ในแต่ละแถวดันให้ลูกปัดแต่ละเม็ดแทรกขึ้นมาระหว่างเส้นด้ายที่ขึงในแนวตั้ง แล้วสอดก้นเข็มผ่านรูลูกปัดทั้งแถวเพื่อให้ลูกปัดเรียงเป็นแถวตรง ทอเช่นนี้ไปทีละแถวตามแบบ จนได้ชิ้นงานที่ต้องการ

เจ้าของผลงานบอกว่า สีของเส้นด้ายที่ใช้ขึงแนวตั้งและทอในแนวนอน ควรใช้สีเดียวกัน ซึ่งสีของเส้นด้ายที่ใช้ควรใกล้เคียงกับสีพื้นของลูกปัดในชิ้นงาน และเพื่อความแน่นหนา เมื่อร้อยด้ายย้อนผ่านรูลูกปัดในแถวแรกแล้ว ควรผูกเส้นด้ายแนวนอนกับปลายเส้นด้ายที่เหลือไว้ในตอนแรก

“แม้จากขั้นตอนการทำที่ว่ามาจะฟังดูยาก แต่ถ้าหากได้ทดลองทำจริง ๆ ฝึกฝนจนชำนาญไประยะหนึ่ง ก็จะเริ่มเข้าใจ และจะเริ่มสนุกขึ้น อาชีพนี้ถ้าตั้งใจทำจริง ๆ มีตลาดแน่นอน เพราะลูกค้ามีมากกว่าคนผลิต อีกทั้งเป็นงานฝีมือที่ในตลาดยังมีคู่แข่งขันน้อย” เจ้าของงานกล่าวทิ้งท้าย

สนใจติดต่อ กลุ่มงานทอลูกปัด ติดต่อได้ที่เลขที่ 59/34 หมู่บ้านเสนานิเวศน์ โครงการ 2 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ โทร. 08-1269-8832 ใครสนใจอยากจะฝึกทำ ก็ลองสอบถามกันโดยตรง.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน / จเร รัตนราตรี : ภาพ
ขอบคุณที่มา http://www.dailynews.co.th

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ของฝากสร้างอาชีพ 'ลูกหยีกวน'


“ลูกหยี” เป็นหนึ่งในของฝากที่ขึ้นชื่อของปักษ์ใต้ เป็นผลไม้พื้นเมืองของภาคใต้ รับประทานได้เมื่อสุก ตอนเป็นผลดิบจะมีสีเขียว เมื่อสุกเปลือกสีดำ เนื้อในสีน้ำตาล รสหวานอมเปรี้ยว ถ้ากินสุก ๆ เพียงแกะเปลือกสีดำออกก็รับประทานได้แล้ว แต่ถ้าอยากเพิ่มความอร่อยก็นำมาปรุงรสแปรรูปในลักษณะต่าง ๆ เช่นทำเป็น “ลูกหยีกวน” ซึ่งทางทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลในเชิงอาชีพมานำเสนอให้พิจารณากัน...

อาจารย์สาลี ชนะสิทธิ์ วัย 60 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมพัทลุงวิทยา ในฐานะทายาทผู้สืบทอดธุรกิจ “ลูกหยีแม่หนูดำ” เล่าให้ฟังถึงที่มาของธุรกิจนี้ว่า เจ้าของสูตรที่แท้จริงคือ คุณป้าหนูดำ เยาวนานนท์
ซึ่งเป็นป้าแท้ ๆ ที่ยึดอาชีพนี้มากว่า 50 ปี สมัยเด็ก ๆ อาจารย์จะคอยเป็นลูกมือแกะลูกหยี ทำโน่นทำนี่ให้คุณป้าเสมอ จนทำให้ซึมซับเคล็ดลับและวิธีการแปรรูปลูกหยีเรื่อยมา

“สมัยนั้นทำกันเฉพาะในครัวเรือน วางขายหน้าบ้าน ซึ่งได้รับความนิยมมาก มีลูกค้าขาประจำทั้งในจังหวัดพัทลุงและใกล้เคียงมาอุดหนุน ทำกันเรื่อยมาจนกระทั่งท่านอายุมาก บวกกับร่างกายไม่แข็งแรง แต่อยากให้อาชีพนี้ตกทอดเป็นมรดกของคนในครอบครัว ในฐานะหลานสาวที่คลุกคลีกับการทำลูกหยีมาตลอด เรายินดีที่จะสืบถอดธุรกิจนี้ และเริ่มทำอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 จนปัจจุบัน”

และเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และรักษามาตรฐานผลิตภัณฑ์ อาจารย์สาลียังได้ต่อยอดสินค้า ด้วยการพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้คุณภาพ จนผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) พัฒนาสินค้าจนได้รับเลือกเป็นสินค้าโอทอประดับ 5 ดาว เป็นสินค้าเด่นประจำจังหวัดพัทลุง อีกทั้งยังปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยเหมาะจะซื้อเป็นของฝากอีด้วย
เคล็ดลับความอร่อยของ “ลูกหยีกวน” อาจารย์สาลีบอกว่าอยู่ที่ประสบการณ์การปรุงรส ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งสูตรจะไม่กำหนดเป็นอัตราส่วนตายตัว เพราะลูกหยีสดที่รับซื้อมาแต่ละปีรสชาติจะต่างกัน หวานบ้างเปรี้ยวบ้าง ดังนั้น สูตรการปรุงรสจะเกิดจากความคุ้นเคย การทำทุกครั้งจะต้องชิมและปรุงรสให้ได้ที่

วัตถุดิบ/ส่วนผสม ประกอบด้วย ลูกหยีสด, แบะแซ, น้ำผึ้งรวง, เกลือ, น้ำตาลทราย, พริกขี้หนูป่น และน้ำสะอาด ส่วนอุปกรณ์ก็มีอาทิ เครื่องกะเทาะเปลือกและเม็ดลูกหยี (หรือใช้ถุงผ้าก็ได้), กระทะ, เตาแก๊ส, ตะหลิว, ไม้พาย, ถาด, กระด้ง และเครื่องไม้เครื่องมือเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่หยิบฉวยเอาได้จากในครัวเรือน

ขั้นตอนการทำ “ลูกหยีกวน” เริ่มจากนำลูกหยีสดไปตากแดดประมาณ 2 วัน แล้วก็กะเทาะเอาเปลือกและเมล็ดออก ถ้าไม่มีเครื่องกะเทาะก็ให้นำลูกหยีที่ตากได้ที่แล้วมาใส่ในถุงผ้าที่เตรียมไว้ แล้วทำการฟาดหลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้เปลือกแตก เสร็จแล้วก็เทลูกหยีใส่กระด้ง ทำการร่อนเอาเปลือกออก ถ้ามีเศษเปลือกติดค้างต้องแกะให้เกลี้ยง ก่อนจะทำการแกะเมล็ดออก แล้วนำลูกหยีไปเกลี่ยในกระด้งให้ทั่ว นำออกตากแดดอีก 2 วัน แล้วนำลูกหยีที่ตากแดดแห้งดีแล้วเก็บใส่ถุงมัดปากให้ดี ตั้งพักไว้

ต่อไปเป็นขั้นตอนการทำน้ำเชื่อม นำน้ำสะอาด น้ำผึ้งรวง แบะแซ น้ำตาลทราย เกลือ และพริกขี้หนูป่น ใส่ลงในกระทะพร้อมกัน ยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง เคี่ยวประมาณ 10 นาที จนเป็นน้ำเชื่อมเหนียวเข้มข้น

เมื่อเคี่ยวน้ำเชื่อมได้ที่ดีแล้ว ก็นำลูกหยีที่เตรียมไว้ใส่ลงในกระทะน้ำเชื่อม ทำการคนคลุกเคล้าให้เข้ากัน ยกลง พอเริ่มอุ่น ๆ ก็นำไปปั้นเป็นเม็ดกลม ๆ พอดีคำ แล้วนำไปตากแดดอีกประมาณ 20 นาที จากนั้นห่อด้วยกระดาษ และใส่ลงบรรจุภัณฑ์ พร้อมจำหน่าย โดยสามารถเก็บไว้ได้นานถึงประมาณ 3 เดือน

สินค้าของอาจารย์สาลีมีให้เลือก 3 ประเภทคือ ลูกหยีกวน ลูกหยีสด ลูกหยีทรงเครื่อง ราคาขายแตกต่างกันไปตามขนาด และบรรจุภัณฑ์ แต่เฉลี่ยอยู่ที่ขีดละ 40 บาท มีต้นทุนประมาณ 70%

ร้านลูกหยีแม่หนูดำ อยู่ที่เลขที่ 52/2 ถ.ประชาบาล ต.คูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง, ที่สนามบินหาดใหญ่ และโซนโอทอป ห้างเทสโก้โลตัส สาขาพัทลุง ส่วนในกรุงเทพฯมีขายที่ร้านโครงการหลวง ใกล้โรงพยาบาลศิริราช และมีบริการส่งสินค้าทางไปรษณีย์ทั่วประเทศด้วย ใครต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ต้องการสั่งซื้อ ต้องการสั่งไปจำหน่ายต่อ ติดต่อที่ โทร.0-7462-6414 หรือ 08-6627-0867
เชาวลี ชุมขำ :รายงาน
ที่มา เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

‘ดวงอาชีพ’ คนปีเสือ-ธาตุทอง


นักษัตรใด...ใครชง-ใครฉลุย??

ปิดศักราชใหม่ ปีขาล-ปีเสือ พ.ศ.2553 “ช่องทางทำกิน” นำร่องสำหรับปีนี้ทางทีมงานจะนำเสนอ “ดวงอาชีพรายปีนักษัตร” โดยการพยากรณ์ตามหลักโหราศาสตร์จีน โดย ซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ประธานสถาบันศาสตร์แห่งชีวิตแห่งประเทศไทย ซึ่งท่านที่เกิดปีนักษัตรใดจะเป็นปีชง เป็นปีฉลุย มาดูกัน.....

ผู้ที่เกิด ‘ปีชวด’ ทุกรอบอายุ

โดยส่วนใหญ่ในปี 2553 นี้จะแผ่วพลังลงไปเรื่อย ๆ การทำอาชีพ ทำธุรกิจ ถ้าจะให้เกิดความสำเร็จมักจะต้องเหน็ดเหนื่อยด้วยตัวเอง ผู้หลักผู้ใหญ่ บริวารไม่ค่อยเกื้อหนุนนัก ก็ควรทำอะไรตามกำลัง อย่าไปลุยเสี่ยงอะไรที่เกินตัว เกินกำลังความสามารถมากนัก เพราะอาจไม่ได้ดั่งใจ แต่ถ้าทำพอดีตัว มีการเตรียมพร้อม ไม่ว่ากำลังคน กำลังทรัพย์ กำลังความคิด มีการเตรียมพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา จะสามารถผ่านพ้นอุปสรรคปัญหาไปได้ด้วยดี สามารถก้าวสู่เป้าหมายได้ในระดับหนึ่ง ส่วนเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ก็อาจไม่คล่องตัวเหมือนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ยังคงมีรายได้เข้ามาเรื่อย ๆ แต่ก็ควรวางระบบการเงินให้ดี ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้งไป สำหรับการหวังผลในระยะยาวก็มีโอกาสสมหวังใน 2 ปีข้างหน้า ปี 2555 ซึ่งเป็นปีมะโรง แต่ก็ต้องฟันฝ่าปีหน้าที่โหดมันฮาไปให้ได้เสียก่อน

ผู้ที่เกิด ‘ปีฉลู’ ทุกรอบอายุ

เจอปีที่ไม่เกื้อหนุน จะประกอบธุรกิจ ทำอาชีพอะไร ต้องอดทนใจเย็นและมานะพยายามกว่าเดิมเป็นสองเท่าตัว ต้องเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดจึงจะก้าวสู่เป้าหมายได้ อย่าประมาทในทุกเรื่องเพราะมักจะมีปัญหาถาโถมให้ต้องแก้ไขอยู่ตลอด คนที่ทำงานกินเงินเดือนประจำก็จะมีพื้นฐานดวงในทำนองเดียวกัน เรื่องการเงินควรจัดระบบให้อยู่ในกรอบความพอดี ควรจัดก๊อกสำรองไว้ในยามจำเป็นฉุกเฉินด้วย จะมีค่าใช้จ่ายนอกเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงทางการเงินควรเบรก เพราะจะไม่คุ้มกับที่เสียไป อย่างไรก็ตาม แม้ล้มคว่ำคะมำหงาย แต่การจะลุกขึ้นสู้ใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถของชาวปีฉลูที่มีความพยายามและมานะอดทนเป็นที่ตั้ง เมื่อเข้าสู่ปีหน้า 2554 ปีนักษัตรเถาะซึ่งเป็นปีที่กลาง ๆ กับดวงชะตา ก็จะเริ่มเป็นทีของชาวปีฉลูบ้าง

ผู้ที่เกิด ‘ปีขาล’ ทุกรอบอายุ

ปี 2553 จะรุ่งโรจน์รุ่งเรืองด้านธุรกิจ อาชีพการงาน เป็นช่วงปีทองอีกปีหนึ่ง เป็นช่วงแปรเปลี่ยนจังหวะก้าวเดินสู่ชีวิตใหม่ มีงานใหม่ ๆ เข้ามาให้ทำแบบมีความสุข เป็นช่วงปีที่มักมีคนเกื้อหนุนช่วยเหลือธุรกิจการงาน จะลงทุนอะไรก็มักมีโอกาสเป็นไปในทิศทางที่ดีเป็นส่วนใหญ่ ถ้าไม่เสี่ยงมากเกินไปก็ลุยได้เต็มที่ แต่อย่าบุ่มบ่ามโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ต้องเช็กข้อมูลให้ดีด้วย ปีนี้ก็ขอให้มีมานะ ขยันขันแข็งเต็มที่ พยายามลุยสุดกำลังตามความสามารถของตัวเอง ไม่ใช่นอนรอราชรถมาเกย มิฉะนั้นจะมีคนวิ่งแย่งตัดหน้าทีเผลอ ผู้ที่ทำงานกินเงินเดือนประจำก็อาจมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่การงานดีขึ้น ส่วนสภาวการณ์ทางการเงินในปีนี้จะคล่องตัวขึ้นมากกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ควรรู้จักเก็บหอมรอมริบไว้ใช้ในยามที่จำเป็นบ้าง เพราะความไม่แน่นอนในอนาคตยังเป็นสิ่งที่แน่นอน

ผู้ที่เกิด ‘ปีเถาะ’ ทุกรอบอายุ

ปีนี้เสมือนคืนเดือนมืดที่ฟ้ามืดสนิท ไม่มีแสงสว่างนำทาง การทำธุรกิจอาชีพการงานต้องละเอียดรัดกุม อดทนใจเย็น ไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ ปรึกษาผู้ใหญ่หรือผู้สันทัดกรณีก่อนตัดสินใจ การขยายกิจการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ที่เสี่ยงสูงควรชะลอไว้ก่อน หรือถ้าเริ่มไปแล้วก็รอไปลุยเต็มที่ในปี 2554 ปีเถาะที่เกื้อหนุน อย่าเพิ่งเสี่ยงในปีนี้เด็ดขาดเพราะจะได้ไม่คุ้มเสียหรือเสียมากกว่าได้ คนที่ทำงานกินเงินเดือนประจำก็มักมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้ดั่งใจหรือถูกคนตีสีใส่ไข่ ชาวปีเถาะปีนี้ขอให้ทำใจตั้งรับสภาวการณ์ที่จะเกิดขึ้นด้วยความมีสติ หมั่นทำบุญทำทานสะเดาะเคราะห์ก็พอที่จะทำให้ทุกอย่างผ่อนหนักเป็นเบาได้ระดับหนึ่ง เรื่องเงินก็ควรรอบคอบในการใช้จ่ายให้มาก จะมีมรสุมทางการเงินถาโถมใส่อย่างคาดไม่ถึง และต้องระวังการเสียเงินจากการถูกฉ้อโกงหรือถูกโจรกรรมตีชิงวิ่งราวด้วย

ผู้ที่เกิด ‘ปีมะโรง’ ทุกรอบอายุ

ในปี 2553 นี้ จะมีทั้งดีและไม่ดีคละเคล้ากัน แต่ภาพรวมโดยส่วนใหญ่จะดีขึ้นกว่าปี 2552 โดยปีนี้การดำเนินธุรกิจหรือทำอาชีพการงานจะโชติช่วงชัชวาล จะย่ำอยู่กับที่ หรือจะย่ำแย่ลงไป ขึ้นอยู่กับจังหวะการตัดสินใจของตัวเองเป็นสำคัญ ประกอบกับจะมีใครมาเกื้อหนุนส่งเสริมหรือไม่ คนที่ทำงานกินเงินเดือนประจำอยู่ในปีนี้ก็มักจะเป็นไปแบบเรื่อย ๆ สบาย ๆ ส่วนทางด้านการเงินของชาวปีมะโรงในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่เป็นกลาง ๆ กับดวงชะตา สภาพความคล่องตัวทางการเงินเริ่มดีขึ้นบ้าง การชักหน้าไม่ถึงหลังเริ่มจะหมดไป แต่ก็ยังไม่ควรเสี่ยงทางการเงิน ควรทำในสิ่งที่พอดีตัวและไม่เสี่ยงมากนัก เพราะในปีหน้า 2554 จะไปเจอปีที่ไม่เกื้อหนุน ไม่เช่นนั้นอาจต้องเกิดการชอกช้ำระกำใจ ขาดทุนเป็นหนี้เป็นสิน ควรจะสำรองเงินตราไว้ไปทุ่มเสี่ยงในขณะที่ดวงดีในอีก 2 ปีข้างหน้าจะดีกว่า
ผู้ที่เกิด ‘ปีมะเส็ง’ ทุกรอบอายุ

คนที่เกิดปีนักษัตรมะเส็งในปีนี้จะเริ่มผันผวนพลิกผันถดถอยลง เรื่อย ๆ ต้องทำใจตั้งรับให้ดี อาชีพการงาน การทำธุรกิจ จะเริ่มแผ่ว ดำเนินการสิ่งใดมักไม่ค่อยราบรื่น ผู้ใหญ่ที่เคยเกื้อหนุนจะหมดอำนาจ พรรคพวกหรือลูกน้องบริวารก็มักไม่ได้ดั่งใจ ทำอะไรต้องเหน็ดเหนื่อยด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ในปี 2553 ที่ไม่เกื้อหนุนกับดวงชะตา ไม่ควรเริ่มต้น ธุรกิจหรือทำงานอะไรที่เสี่ยงสูง ที่หนักมากเกินตัว เพราะจะเจออุปสรรคตลอดและอาจต้องละทิ้งกลางคัน ปีนี้ต้องใช้ความฉลาดและความสามารถเฉพาะตัวหลบหลีกปัญหาให้ดี ไม่เช่นนั้นมีโอกาสเจ็บตัวเจ็บใจต้องแก้ไขปัญหาไปอีกยาว ด้านการเงินในปีนี้ก็จะค่อย ๆ ชะลอตัวลง ควรจะชะลอการใช้จ่ายลงทุกด้าน ซึ่งถ้ารู้จักคุมเกมการเงินให้อยู่ และเตรียมการล่วงหน้า ก็คงไม่เกินความสามารถของชาวปีมะเส็งที่จะประคองตัวให้ผ่านปีนี้ไปได้

ผู้ที่เกิด ‘ปีมะเมีย’ ทุกรอบอายุ

ปีเสือ 2553 นี้จะดีขึ้นเกินคาดแทบทุกด้าน จะเริ่มลุยธุรกิจการงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ช่องทางที่เคยปิดจะมีคนมาเปิดให้และสนับสนุน มีธุรกิจการงาน ใหม่ ๆ มีช่องทางทำกินที่มีโอกาสประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ เป็นช่วงที่ทั้งเก่งและเฮง จับอะไรมักเป็นเงินเป็นทอง แต่ก็ควรเบรกธุรกิจการงานที่มีความเสี่ยง มิฉะนั้นจะกลายเป็นได้ไม่เท่าเสีย คนที่ทำงานกินเงินเดือนประจำปีนี้ก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงดีขึ้นหน้ามือเป็นหลังมือ แต่เมื่อได้ดีก็อย่าลืมตัว เรื่องการเงินปีนี้ค่อย ๆ ลื่นไหลด้วยดี มีโอกาสมีรายรับหลายทาง แต่อย่าเหลิง ต้องรู้จักเก็บ และเคลียร์หนี้สินภาระเก่าให้เรียบร้อย เพราะในปี 2554 ต้องเหนื่อยด้วยตัวเอง เพราะจะเจอปีที่ไม่เกื้อหนุนดวงชะตา และต้องแบกภาระที่สุดแสนจะหนักอีก 3 ปี แล้วถึงจะไปเจอปีนักษัตรที่เป็นปีที่ดีกับดวงชะตาเหมือนเช่นปีนี้อีก 2 ปี

ผู้ที่เกิด ‘ปีมะแม’ ทุกรอบอายุ

ปีนี้ก็แจ่มใสขึ้นกว่าปี 2552 ซึ่งเป็นปีที่เป็นปรปักษ์หรือชงกันอย่างแรง ปีนี้พื้นฐานดวงเริ่มโล่งขึ้น ถึงแม้จะไม่ส่งเสริมเกื้อหนุนแต่ก็ถือว่าเป็นปีกลาง ๆ ก็ควรเตรียมตัวตั้งหลักเริ่มลงมือทำงาน ดำเนินธุรกิจ ขอให้เพิ่มความมานะพยายามให้มากยิ่งขึ้น ลุยให้เต็มที่เต็มกำลังความสามารถที่มีอยู่ ผลที่ได้จะทำให้เกิดความชื่นอกชื่นใจ และจะไปมีผลงานโดดเด่นให้เห็นในอีก 2 ปีข้างหน้า ด้านสภาวการณ์ทางการเงินก็ถือว่าดีมีสภาพความคล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิม มีการหมุนเวียนเป็นที่น่าพอใจ สามารถเก็บสะสมความมั่งคั่งมากขึ้นไปเรื่อย ๆ และปีหน้าก็จะเจอปีนักษัตรเถาะที่สมพงศ์กัน ก็ยิ่งลุยไปได้อย่างเต็มที่เลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทำอะไรก็ต้องวิเคราะห์ความต้องการของตลาด คู่แข่งขัน ว่าเป็นอย่างไร และถ้ามีหุ้นส่วนก็ต้องดูดวงคนที่ร่วมงานร่วมธุรกิจว่าดีหรือไม่อย่างไรเป็นองค์ประกอบด้วย

ผู้ที่เกิด ‘ปีวอก’ ทุกรอบอายุ

ปี 2553 นี้ จากรุ่งเรืองกลายเป็นดิ่งลง มักเจอะเจอแต่สิ่งที่ไม่ดีมาก ๆ หลายด้าน ต้องฟันฝ่าอุปสรรคปัญหานานัปการ ต้องปรับตัวปรับใจตั้งรับกับสิ่งที่จะประดังเข้ามาชนิดคาดไม่ถึง เปรียบเสมือนเจอพายุนาร์กีส หรือคลื่นยักษ์สึนามิเลยทีเดียว ถ้าดำเนินธุรกิจที่มีความเสี่ยงหรือมีการแข่งขันสูงอยู่ก็มักมีโอกาสเสียหายขาดทุน ดังนั้นถ้าดูแล้วไม่ดี ตกกระแสตลาด เลิกได้ก็ตัดใจหยุดเสียก่อนจะดีกว่าปล่อยให้ยิ่งถลำลึก อาจกลายเป็นสร้างหนี้สินพอกหางหมูสิ้นเนื้อประดาตัวได้ในที่สุด คนทำงานกินเงินเดือนประจำก็เป็นไปในทางเดียวกัน สถานภาพจะแย่ลงกว่าเดิม เช่นเดียวสภาวการณ์ทางการเงินที่เสมือนก๊อกน้ำถูกปิด ต้องหาทางประหยัดรายจ่าย เรื่องลาภลอยในปีนี้ก็มีแต่ลอยไปไม่มีลอยมา คนปีวอกก็ต้องอดทนกัดฟันสู้เพื่อรอวันที่ดีในปีสองปีข้างหน้า แล้วจะรุ่งเรืองไปอีก 2 ปีเต็ม ๆ

ผู้ที่เกิด ‘ปีระกา’ ทุกรอบอายุ

ช่วงต้นปีธุรกิจ อาชีพ การทำงาน การเงิน ยังคงมีผลพวง ที่ดีต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา แต่เมื่อถึงช่วงกลางปี 2553 แล้วจะ แผ่วลง การทำอะไรก็ตามในปีนี้ต้องใช้ความพยายามให้มากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ปีนี้เจอปีที่เป็นกลาง ๆ ไม่ได้เกื้อหนุนกับดวงชะตา ซึ่งทุกอย่างจะดีมากน้อยแค่ไหนอยู่ที่การกระทำของตัวเราเองเป็นสำคัญ อย่าหวังน้ำบ่อหน้า เพราะว่ามีโอกาสเจอบ่อที่เริ่มแห้งขอดหรือบ่อร้าง ไม่คุ้มกับที่ได้ลงทุนลงแรงไป ในปีนี้ควรถือคติ รัดกุม รอบคอบ อดทนใจเย็น คิดก่อนพูด จะเป็นการดีที่สุด เพราะปีหน้าจะต้องเจอปีชงที่สุดโหดกับตัวเอง ซึ่งตั้งแต่กลางปีไปสภาวะทางการเงินอาจจะเกิดการช็อต เพิ่มความรัดกุมรอบคอบ อย่าประมาท ควรหาคลังสำรองไว้ก่อน จะเป็นการดีที่สุด ขอย้ำว่าเมื่อมีต้องเก็บให้มากที่สุด เมื่อจะจ่ายก็ต้องจ่ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง

ผู้ที่เกิด ‘ปีจอ’ ทุกรอบ อายุ

ในปี 2553 นี้จะรุ่งเรืองโดดเด่น กระเตื้องดีขึ้นกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมาชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เป็นปีที่ดีด้านการดำเนินธุรกิจหรือการทำงาน จะมีสิ่งดี ๆ เข้ามาในวงจรชีวิตชนิด ที่ไม่คิดไม่ฝัน มีการขยับขยาย ธุรกิจการงาน จะเป็น 2 ปีทองของชาวปีจอ เพราะปีหน้าจะเจอปีที่เกื้อหนุนอีกปีหนึ่ง ก็บุกตะลุยธุรกิจการงานเลยอย่าได้รอรี น้ำขึ้นให้รีบตัก คนทำงานประจำก็เป็นช่วงที่ดีที่จะได้รับการเลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง ด้านการเงินก็เดินสะพัดดีกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นคนละเรื่องจากที่เคยขลุกขลักติดขัด เมื่อผ่านกลางปีไปแล้วที่เคยรั่วไหลจะค่อย ๆ ลงตัวหยุดนิ่ง หนี้สินที่คิดว่าจะเป็นหนี้สูญก็มีโอกาสได้กลับคืนให้ชื่นใจ แต่เมื่อการเงินคล่องตัวขึ้นก็อย่าฟุ่มเฟือย อย่าไปเสี่ยงกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก เพราะในอนาคตอีก 2 ปีข้างหน้า ชาวปีจอจะต้องเจอปีชงที่สุดโหดอีกปีหนึ่งเต็ม ๆ

ผู้ที่เกิด ‘ปีกุน’ ทุกรอบอายุ

ปีนี้จะเปรียบเสมือนปลากระดี่ได้น้ำ การดำเนินธุรกิจ อาชีพ การงาน ที่เคยต้องเหนื่อยด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ก็มักจะมีคนเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือให้บรรลุเป้าหมาย เป็นปีทอง มีการก้าวกระโดดของธุรกิจการงานสู่ความรุ่งโรจน์อย่างที่ตัวเองก็คาดไม่ถึง และปีหน้า 2554 ยังเจอปีนักษัตรเถาะที่สมพงศ์กันดีอีกปีหนึ่ง คนทำงานประจำก็ดีขึ้นในทางเดียวกัน เป็นช่วงที่มีผลงานโดดเด่น ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่ก้าวหน้าดีขึ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อน้ำขึ้นก็ให้รีบตักตวงผลงานและความสำเร็จไว้จะได้ไม่เสียโอกาสทอง เรื่องของการเงินในช่วงปีนี้มีความคล่องตัวลื่นไหลทั้งเข้ามาและจ่ายออกไป แต่ก็มีเงินเหลือเก็บ เป็นช่วงเวลาที่จับเงินได้เงินจับทองได้ทอง แต่ก็อย่าประมาทอย่าทำอะไรสุ่มเสี่ยง เพราะจะไปเจอปีที่แย่มาก ๆ ในปีชงอีก 3 ปีข้างหน้า ควรรัดกุมรอบคอบตั้งแต่วันนี้ดีที่สุด

.....ก็เป็นคำพยากรณ์โดยสรุปเกี่ยวกับ “ดวงอาชีพ” ของผู้ที่เกิดแต่ละปีนักษัตร ในปี 2553 ที่ ซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล บอกว่าเป็น “ปีเสือ-ธาตุทอง” ซึ่งท่านที่เจอปีดี ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็ขอแสดงความยินดีด้วย ส่วนท่านที่เจอปีชง-ปีไม่ดี ก็อย่าท้อ-อย่ากังวลเกินไป เราขอเป็นกำลังใจให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี !!.

ฮวงจุ้ยดี-ดวงเด่น...เริ่มวิ่งได้ !!

“ภาพรวมโดยทั่วไป ปีนี้จะเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ พลิกฟื้นสถานการณ์ในหลาย ๆ ด้าน ไปในทิศทางที่ค่อย ๆ ดีขึ้นเป็นส่วนใหญ่ แม้จะมีบางส่วนของธุรกิจบางด้านที่ต้องเกิดการล้มหายตายจากไป ซึ่งมีทั้งที่กำลังจะตายก็ต้องปล่อยให้ตายไป อีกทั้งที่เหลืออยู่ที่ยังไม่ตายแต่ดูแล้วแคระแกร็นเลี้ยงไม่โต มีแต่ทรง ๆ ทรุด ๆ ก็ขอให้ตัดทิ้งไป อย่าไปประคองให้เสียเวลา จะเสียทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์โดยเปล่าประโยชน์

ปี 2553 ภาพ รวมของเศรษฐกิจในมหภาคจะดูดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบางด้านจะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปแบบคืบคลาน หลังจากที่ต้องนอนเดี้ยงอยู่ในห้องไอซียู แต่ธุรกิจบางด้านก็ค่อย ๆ เริ่มก้าวเดิน บางด้านก็เริ่มวิ่งไปได้อย่างฉลุย ซึ่งอยู่ที่พื้นฐานดวงชะตาและโอกาสของแต่ละบุคคล ของแต่ละองค์กรที่มีผู้นำที่มีดวงแตกต่างกันไป ประกอบกับทำเลฮวงจุ้ยของธุรกิจการค้าและบ้านที่อยู่อาศัย ว่าได้ส่งเสริมหรือฉุดดึง อีกส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ความเก่งกับความเฮง บวกกับความตั้งใจจริงในความมานะพยายาม” ..... ซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ระบุ

ที่มา เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

โคมไฟขวดแก้ว สุดคลาสสิค ณ.อัมพวา

โคมไฟขวดแก้ว วัสดุรีไซเคิลเพิ่มรายได้
หลายสัปดาห์ก่อนมีโอกาสไปเที่ยวตลาดน้ำยามเย็น ?อัมพวา? สิ่งคุ้นตาเมื่อมาถึงนอกจากร้านค้าและผู้คนที่มากมายแล้ว ที่นี่ยังมีของกินและของฝากอีกหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น ?โคมไฟขวดแก้ว? สินค้าทำมือไอเดียของคนชอบประดิษฐ์จากร้าน ?กระรอกน้อย?

คุณมิตรชล ถิตตยานุรักษ์ เจ้าของร้านกระรอกน้อย เล่าให้ฟังว่า เดิมทีเปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้วยความที่ต้องการจะเสริมรายได้จากงานประจำที่ทำอยู่ บวกกับตลาดน้ำยามเย็นอัมพวากำลังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมามากมาย จึงคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสดีที่จะสร้างรายได้เพิ่ม

จากนั้นจึงเริ่มคิดหาสินค้าที่มีความแตกต่างจากร้านค้าอื่นๆ มาวางขาย ประกอบกับเป็นคนสนใจด้านงานประดิษฐ์อยู่แล้ว จึงคิดสร้างชิ้นงานที่มีความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร โดยวัตถุดิบที่จะนำมาทำชิ้นงานนั้นต้องเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย เพื่อความสะดวกเมื่อต้องการผลิตชิ้นงานจำนวนมาก

เมื่อมองไปมองมาก็ไปเห็นขวดแก้วที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ประจวบกับมีโรงขวดอยู่ใกล้ ๆ จึงนำขวดมาวางตรงหน้าพร้อมกับจินตนาการไปต่าง ๆ นา ๆ จากขวดแก้วธรรมดาก็นำมาประดิษฐ์เป็น "แจกันกึ่งเชิงเทียน" ผลงานชิ้นแรกที่ยังไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร

จากแนวคิดที่เน้นวัสดุใกล้ตัว คุณมิตรชลจึงนำหลอดไฟที่ขายภายในร้านมาประกอบเข้ากับขวดแก้ว โดยอาศัยเทคนิคเกี่ยวกับไฟฟ้าเล็กน้อย จนออกมาเป็นชิ้นงาน “โคมไฟขวดแก้ว” ที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน ทั้งนี้ยังมีผลงานชิ้นต่อ ๆ มาในรูปแบบต่าง ๆ ให้เลือกอีกมากมายตามความเหมาะสมกับการใช้งาน

โคมไฟขวดแก้วจากร้านกระรอกน้อย มีสินค้าพอจำแนกได้ 5 รูปแบบ คือ 1.โคมไฟขวดสำหรับตั้งโต๊ะ ราคาชุดละ 250 บาท 2.โคมไฟขวดสำหรับแขวน ราคาชุดละ 120-140 บาท 3.โคมไฟขวดช่อ 3 ขวด ราคาชุดละ 299-320 บาท 4.โคมไฟสปอร์ตไลท์ขาหนีบ ราคา 190 บาท และ 5.โคมไฟขวดใหญ่แขวน ราคา 290 บาท

นับเป็นสินค้าที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว เพราะนอกจากจะใช้วัสดุรีไซเคิลมาทำประโยชน์แล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะ และลดการเผาผลาญที่ทำให้เกิดมลภาวะแก่สิ่งแวดล้อมอีกด้วย สินค้าแฮนด์เมดที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้กับบ้าน ร้านค้า ร้านอาหาร ซุ้มนั่งเล่น มุมพักผ่อน ที่ใช้งานได้นานและทำความสะอาดง่าย

นอกจากนี้ วัสดุที่นำมาใช้ยังเน้นความมีคุณภาพของอุปกรณ์ เช่น ฐานหลอดไฟอย่างมาตรฐาน ทนความร้อน สายไฟฉนวน 2 ชั้น ซึ่งรับประกันความปลอดภัย เพราะคุณมิตรชลทำการทดลองมาแล้ว โดยนำมาใช้งานด้วยตนเองและวางจำหน่ายมานานกว่า 2 ปี
กลุ่มลูกค้าของ “โคมไฟขวดแก้ว” นั้น คุณมิตรชลบอกว่า ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวทุกเพศ ทุกวัย มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีทั้งซื้อไปใช้งานเอง ซื้อไปขายต่อ และซื้อไปเป็นของขวัญ-ของฝาก ซึ่งทางร้านมีบริการทั้งราคาขายปลีกและขายส่ง พร้อมบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ โดยคิดค่าจัดส่งตามน้ำหนักของสินค้า (กิโลกรัมแรก 20 บาท กิโลกรัมต่อมา 15 บาท) สำหรับคนที่คิดอยากทำธุรกิจส่วนตัว คุณมิตรชลแนะนำว่า “การจะเริ่มทำธุรกิจใด ๆ ก็ตาม ต้องมองหาความถนัดของตัวเองให้เจอก่อน และต้องมีใจทุ่มเทให้กับงานนั้น ๆ แล้วเราจะทำงานนั้นอย่างมีความสุข และงานที่ออกมาก็จะมีคุณภาพ
ผมเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัว เพียงแต่ต้องค้นหาให้เจอ การทำธุรกิจย่อมมีการแข่งขัน อาจต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ ต้องเริ่มทำธุรกิจตามแนวคิดและความถนัดของตนเอง น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการก้าวเดินต่อไปอย่างราบรื่น”

ผู้ที่สนใจสามารถแวะเวียนไปเยี่ยมชมสินค้า “โคมไฟขวดแก้ว” จากร้าน “กระรอกน้อย” ได้ที่ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา หรือสนใจสินค้าสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณมิตรชล ถิตตยานุรักษ์ โทร.081-986-7923


ผู้เขียน : อินทกานต์
ช่างภาพ : ป.วรัตม์
คอลัมน์ :
ขอบคุณที่มาของบทความ http://www.ejobeasy.com/kmdetail.php?n=90716154922

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ขายติ่มซำ สร้างรายได้

ติ่มซำ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ติ่มซำ (จีน: 點心 แปลว่า ตามใจ, ตามสั่ง) เป็นอาหารว่างของจีน นิยมรับประทานกับน้ำชา เป็นคำเรียกรวมอาหารหลายอย่าง มักเป็นอาหารจำพวกปรุงด้วยการนึ่ง เช่น ขนมจีบ ซาลาเปา ฮะเก๋า เป็นต้น บรรจุในภาชนะขนาดเล็ก เช่น เข่งไม้ไผ่ หรือจานใบเล็ก ในร้านอาหารจีนบางร้านนึ่งติ่มซำไว้บนเตารอลูกค้าสั่ง บางร้านใส่รถเข็นหรือใส่ตะกร้าคล้องคอ ให้พนักงานนำไปเสนอลูกค้าในร้าน ขณะที่กำลังรออาหารอื่น

workdeena ต้องบอกเพื่อนๆ จริงๆ ว่า ติ่มซำนั้น มันรวมไปด้วยอาหารหลายอย่างจริงๆ workdeena คงต้องขอเอามาเพียงบางอย่างเท่านั้น (เพราะไม่เช่นนั้นคงต้องเขียนกันทั้งคืนแน่ๆ) เช่น

ฮะเก๋า
ส่วนผสม

เนื้อกุ้ง 1/2 กิโล
มันหมูหั่น 2 ขีด
มันหมูเจียว 1/2 ขีด
ไข่ขาว 1 ฟอง
แป้งข้าวโพด 10 กรัม
เกลือ 0.5 กรัม
อาโรมาต 7.5 กรัม
น้ำตาล 10 กรัม
พริกไทย 5 กรัม
น้ำมันงา (นิดหน่อย)

วิธีทำ
นำเนื้อกุ้ง ล้างให้สะอาด ปล่อยให้สะเด็ดน้ำผสมเกลือ แป้งข้าวโพดแล้วนำไปตีจนเนื้อกุ้งแตก ใส่ไข่ขาว ตีให้เข้ากัน แล้วนำส่วนผสมที่เตรียมไว้ ตีให้เข้ากันอีกครั้งและใส่น้ำมันงา แช่ตู้เย็น เย็นจัด ประมาณ 1/2 ชั่วโมง

ส่วนผสมแป้งห่อ

แป้งตั่งหมิ่น 120 กรัม
แป้งมันฮ่องกง 60 กรัม

วิธีทำแป้ง
ตั้งน้ำให้เดือด
นำแป้งใส่ภาชนะ แบ่งแป้งมันฮ่องกงเป็น 2 ส่วนเท่าๆกัน ใส่รวมกับแป้งตั่งหมิ่นไปครึ่งหนึ่ง
เมื่อน้ำเดือดแล้ว ใส่น้ำเดือดลงที่แป้ง (แป้งที่มีแป้งตั่งหมิ่นกับแป้งฮ่องกง) ใส่น้ำร้อนผสมแป้งให้สุกได้ที่ ไม่แฉะ
นำแป้งมันฮ่องกงที่เหลือมานวดให้เข้ากัน ใส่น้ำมันพืชลงผสมนิดหน่อย

- เมื่อได้แป้งและไส้เรียบร้อยแล้ว ให้แบ่งแป้งที่จะปั้นและแผ่ให้เป็นแผ่นบาง ใส่ไส้ลงให้พอเหมาะ แล้วนำไปนึ่ง 5-7 นาทีเป็นอันเสร็จ

ยังมีอาหารอีกมากมายที่สามารถนำมาทำ ติ่มซำขายได้


ขอบคุณที่มา http://workdeena.blogspot.com

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

รับสมัคร พนักงาน(ใจถึง)เงินเดือน 1,000,000 บ.

คนเดิม อยู่ในท้องสิงโต ไปแย้วจ้า!!!!

ที่มาhttp://www.rcthai.net/forum/showthread.php?t=269827

อาชีพ ที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม


อาชีพต้องห้ามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติห้ามเอาไว้ ได้แก่

๑.ค้าสุรา

๒.ค้ามนุษย์

๓.ค้ายาพิษ

๔.ค้าอาวุธ

๕.ค้าสัตว์มีชีวิต


.... ใครที่ค้าอาชีพพวกนี้ บาป ล้าน % แน่นอนครับ เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดครับ ...

ส่วนอาชีพอื่นๆ ยึดความสุจริตเป็นดีที่สุดครับ เอาธรรมะดำเนินชีวิต อะไรที่คิดว่าทำแล้วบาป

ต้องรีบหลีกเลี่ยงนะครับ อย่าไปยุ่งกับอะไรก็ตามที่เป็น " สีดำ " เรามายุ่งกับ " สีใสขาว " ดีกว่าครับ

เพศฆราวาสก็ทำแต่ " ทาน ศีล ภาวนา " ใครเป็นชายแท้มีอกาส " บวช " ได้ก็ต้องทำนะครับ

ส่วนที่ไม่ใช่ชายแท้ก็เป็น " กัลยาณมิตร " ได้ครับ ฝึกปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิทุกวัน สู้ๆนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ไอเดียแปลก ไอศครีมทุเรียน 100%


ไอศกรีมทุเรียน 100% ทรงไข่ กลยุทธ์การตลาด สู้ภาวะผลไม้ล้น

ปกติ ผลไม้ภาคตะวันออกอยู่ในภาวะล้นตลาดทุกปี ส่วนหนึ่งที่ชาวสวน นักธุรกิจส่งออก พ่อค้า ทำกันมากคือ แช่แข็งแล้วส่งออก แต่สำหรับคุณมรุตแล้ว เขาว่า แค่นั้นคงไม่พอ


งานแสดงอาหารใหญ่ประจำปี "Thaifex-World of food ASIA 2009" ที่จัดโดยกรมส่งเสริมการส่งออก ร่วมกับหอการค้าไทย และโคโลญ เมสเซส ที่ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพค เมืองทองธานี มีบริษัท ผู้ประกอบการ ด้านอุตสาหกรรมอาหารเข้าร่วมมากมาย

บู๊ธแสดงสินค้าบู๊ธหนึ่งที่ได้รับความสนใจค่อนข้างมากจากผู้เข้าร่วมชมงาน ได้แก่ บู๊ธที่วางแสดงสินค้าหน้าตาคล้ายไข่เป็ด ไข่ไก่ แถมยังอยู่ในแผงพลาสติคที่ใส่ไข่เป็ด ไข่ไก่ซะด้วย แต่เมื่อเหลือบมองเข้าไปภายในบู๊ธ กลับมีผลไม้จากภาคตะวันออก ทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียน สละ นำมาจัดแสดงด้วย

ถามเจ้าหน้าที่ประจำบู๊ธ ได้ความว่า นี่ไม่ใช่ไข่เป็ด ไข่ไก่ แต่เป็นไอศกรีมทุเรียน มะพร้าว และมะม่วง อ้าว!...เป็นงั้นไป

เมื่อได้ความดังนั้น จึงมีคำถามตามมาอีกมากมาย หนึ่งในคำถามนั้นคือ แล้วจะกินอย่างไร ต้องผ่าออกมาหรือเปล่า มีไอศกรีมอยู่ข้างในใช่หรือไม่

เจ้าหน้าที่จึงตอบคำถามพร้อมสาธิตให้ดูว่า เพียงแต่ใช้ไม้จิ้มไปที่ไข่ เยื่อพลาสติคบางใสและลอกออกมา กลายเป็นไอศกรีมผลไม้ล้วนๆ และไอศกรีมที่ว่านี้เป็นไอศกรีมผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีส่วนผสมอื่นใด มีแต่เนื้อผลไม้เท่านั้น

เจ้าของไอเดีย และเจ้าของธุรกิจ คุณมรุต ชโลธร เผยว่า เขาและเครือญาติมีสวนผลไม้อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียน สละ ปกติขายทั้งในประเทศ และส่งออกต่างประเทศ รวมทั้งผลิตผลไม้แปรรูปด้วย

"การแปรรูปก็ทำแบบผลไม้แปรรูปทั่วไป บางส่วนก็แช่แข็ง เพราะในแต่ละปีมีผลไม้ออกมามาก ที่นี้ เราก็มองว่าเราจะครีเอท แวลู่ หรือจะสร้างสรรค์ให้มีคุณค่าเพิ่มขึ้นอย่างไร เพราะปัจจุบันนี้ เพียงแต่แอดแวลู่อย่างเดียวไม่พอแล้ว เราก็เริ่มมองไปที่ตัวสินค้าก่อน คำว่า ไอศกรีม เป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับ และเป็นของหวานที่ทุกคนชื่นชอบ ขณะเดียวกัน ก็มีด้านลบต่อสุขภาพ คือน้ำตาลมาก และมีส่วนผสมหลายอย่างที่เป็นสารสังเคราะห์ สรุปก็คือไม่ใช่สินค้าในกลุ่มเพื่อสุขภาพแน่นอน เราก็เลยมองว่า จะทำอย่างไรให้ผลไม้มาอยู่ในรูปของไอศกรีมที่เน้นความเป็นธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์"

และนี่คือที่มาของไอศกรีมผลไม้ ที่ทางผู้ประกอบการเน้นว่า เป็นธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยในช่วงต้น ทำออกมา 3 รสชาติ ได้แก่ ทุเรียน มะม่วง และมะพร้าวอ่อน



ผลไม้ล้นตลาดทุกปี

แค่แช่แข็ง ส่งออก คงไม่พอ

"เราพัฒนาทั้ง 3 ตัวนี้มา ก็เป็นเนื้อผลไม้ล้วนๆ นั่นหมายความว่า เราได้ปฏิวัติวงการไอศกรีมให้เป็นธรรมชาติล้วน"

คุณมรุต บอกอีกว่า ปกติ ผลไม้ภาคตะวันออกอยู่ในภาวะล้นตลาดทุกปี ส่วนหนึ่งที่ชาวสวน นักธุรกิจส่งออก พ่อค้า ทำกันมากคือ แช่แข็งแล้วส่งออก แต่สำหรับคุณมรุตแล้ว เขาว่า แค่นั้นคงไม่พอ

"เราอยู่เมืองจันท์ เราก็อยากจะช่วย แต่คงต้องหาอะไรที่ใหม่ที่สุด สิ่งที่เราได้แล้วคือ ตัวเนื้อไอศกรีมที่ใหม่ เป็นผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าจะมาใส่แพ็กเกจจิ้งเก่าๆ มันก็ไม่เป็นจุดขาย ถ้าคนที่จะทานไอศกรีม จะนึกแค่ อยู่ในโคน ถ้วย หรือตัดกิน หรือทำซอร์ฟเสิร์ฟ เรากลับมองว่าเอ๊ะ ทำอย่างอื่นได้มั้ย จากนั้นก็สร้างกิมมิกว่า ถ้ามันเป็นไข่ล่ะ จะเป็นอย่างไร"

ดังนั้น ไอศกรีมผลไม้ รสทุเรียน มะม่วง และมะพร้าวอ่อน ในรูปไข่เป็ด ไข่ไก่ จึงออกมาด้วยประการฉะนี้ (ถ้าเป็นรสมะม่วงมีสีเหลือง จะคล้ายไข่ไก่มาก)

คุณมรุต เล่าอีกว่า " สำหรับผู้บริโภคเองเดินผ่านมา ก็จะถามว่า อะไรน่ะ ไข่หรือเปล่า บางคนนึกไปถึงไข่ข้าวหรือไข่ที่ผ่านการผสมแล้ว บางคนเดินผ่านไปแล้ววกกลับมา เรียกเพื่อนมาดูด้วยว่าเป็นอะไร ยิ่งถ้าเราบอกว่าเป็นทุเรียน เป็นไอศกรีมทุเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ เค้าก็จะบอกว่า เอ้ย! จริงเหรอ...ไม่น่าเชื่อ...นี่คือกิมมิกทางการตลาดที่เราคิดขึ้นมา นั่นคือ เราจะสร้างประสบการณ์ใหม่ เป็นลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร ดังที่เราให้สโลแกนไว้ว่า More than just ice-cream With a unique eating experience"

เมื่อจะรับประทานไอศกรีมที่ว่านี้ เพียงแต่เอาไม้จิ้มไปที่ตัวไข่ เยื่อพลาสติคใสก็จะหลุดออกโดยง่าย เจ้าหน้าที่ประจำบู๊ธ อธิบายว่า เป็นอีลาสติก รับเบอร์ (หรือยางที่มีความยืดหยุ่น) เมื่อพลาสติคใสหลุดออกไปแล้ว สิ่งที่ได้คือ ไอศกรีมผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์

"อีลาสติก รับเบอร์นี้ เป็นฟู้ดเกรด คือรับประกันว่าห่อหุ้มอาหารได้ นี่เป็นจุดหนึ่งที่ผู้บริโภคกังวลว่าจะมีอันตรายมั้ย แต่เราส่งตรวจเรียบร้อยแล้ว โดยใช้ระดับมาตรฐานสากลว่าปลอดภัย" คุณมรุต เผย และบอกอีกว่า

"โปรเจ็คต์นี้เริ่มมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ใช้เวลาปีกว่าๆ ในการวิจัยและพัฒนา ขณะนี้ ตอนนี้อยู่ในช่วงทำกลยุทธ์ทางการตลาด เรากำลังหาลู่ทางเพื่อส่งออก และดูว่าในประเทศเราจะกระจายสินค้าอย่างไร"

แล้วเล็งไปที่ไหนบ้าง นั่นเป็นคำถามที่ถามออกไป ผู้ประกอบการรายนี้ ตอบว่า "จริงๆ ตอนนี้มีหลายทางเลือก เรายังไม่ได้สรุป ที่มาออกงาน Thaifex ครั้งนี้ แค่ต้องการดูผลตอบรับ ก็ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับดีมาก เรามีบู๊ธเล็กๆ แต่ทุกคนที่เดินผ่านไป ก็จะเดินย้อนกลับมาด้วยความสะดุดตา สะดุดใจ"



ทำทุเรียนให้กลิ่นอ่อนลง

จับกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น

สำหรับกลุ่มลูกค้าต่างชาตินั้น เขาว่า มีผู้ซื้อชาวต่างชาติติดต่อเข้ามาเยอะมาก จากหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ชื่นชอบทุเรียนเป็นหลัก เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน จีน สิงคโปร์ ส่วนชาติตะวันตก จะมีภาพติดลบกับทุเรียนเป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้จาก ป้ายห้ามนำทุเรียนเข้าไปในสถานที่ต่างๆ ทั้งรถเมล์ รถไฟ สนามบิน โรงแรม ฯลฯ เรียกว่า ในส่วนที่เป็นห้องปรับอากาศทั้งหมด เป็นส่วนต้องห้ามของผลไม้นาม "ทุเรียน"

"พอจบโปรเจ็คต์นี้ เรากำลังจะมีโปรเจ็คต์หน้าคือ Soft aroma durian คือเราจะพัฒนาว่า จะทำให้กลิ่นทุเรียน อ่อนลงได้อย่างไร เพื่อต้องการเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ชอบในกลิ่น แต่อยากลองในรสชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรากำลังอยู่ในขั้นวิจัยและพัฒนา"

ทุเรียนย่อมมีกลิ่นแรงเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้น การพัฒนาในครั้งนี้จะเป็นการฝืนธรรมชาติหรือไม่นั้น คุณมรุตว่า

"จริงๆ แล้ว ความต้องการนี้มาจากผู้บริโภค ถามว่าจะฝืนธรรมชาติมั้ย ผมขอเรียนอย่างนี้ว่า ปรากฏการณ์ของคนที่กินทุเรียน เรียกว่า ทุเรียนเอฟเฟ็กต์ คือจะรักหรือจะเกลียดทุเรียนมาจากการได้กลิ่นในครั้งแรก หมายความว่า คนที่ชอบ เมื่อทานปุ๊บแล้วชอบเลย อร่อย ส่วนที่ไม่ชอบคือ กินแล้วก็ไม่ชอบ ถึงขั้นเกลียด ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทางด้านการตลาดนี่ชัดเจน ดังนั้น ทุเรียนจึงเป็นสินค้าตัวแรกที่เราเลือกขึ้นมาเป็นจุดขาย นั่นหมายความว่า คนที่ เป็นทุเรียนเลิฟเวอร์ หรือหลงรักรสชาติทุเรียน นี่จะกระโดดเข้าใส่เลย อย่างคนจีนที่ชอบมาก บางคนมาซื้อลูกเดียวไม่พอ"

"ในทางกลับกัน เรามองว่า เราพัฒนาทุเรียนเป็นตัวแรก ด้วยความที่ได้สินค้าแปลกใหม่ ก็โอเค แต่พอไปเจอเรื่องกลิ่น ก็เป็นปัญหา จึงต้องมีการวิจัยและพัฒนาเข้ามาช่วยในส่วนที่ช่วยได้ อย่างที่ ทำให้เป็นซอร์ฟอโรมา คำว่า ซอร์ฟอโรมา ไม่ได้หมายความว่า ทำให้ทุเรียนไม่มีกลิ่น แต่ทำให้กลิ่นเบาลง อ่อนลง"

ปกติคนที่ชอบรับประทานทุเรียน จะมี 3 พวกใหญ่ๆ คือชอบทุเรียนห่ามๆ กรอบ กลุ่มนี้จะไม่ได้รสหวาน ไม่ได้กลิ่น พวกที่สอง คือพวกที่ชอบระดับกลางๆ จะได้ครบทั้งรสชาติและกลิ่น ส่วนพวกที่สาม คือชอบแบบสุก จะได้ทุเรียนรสหวานจัด กลิ่นฉุน ในระดับที่เรียกทุเรียนผลนั้นว่า "เป็นปลาร้าแล้วนะจ๊ะ"

"จะมีอีกพวกหนึ่งคือ อยากจะลิ้มรสความหวาน แต่สู้กลิ่นไม่ไหว เราอยากให้เค้าได้ลิ้มรสสักนิดหนึ่ง ทุเรียนนี่เป็นคิงออฟฟรุตนะครับ ถ้าเป็นเราไปเจอราชาแห่งผลไม้ที่ประเทศไหน เราก็อยากลอง แต่ถ้าต้องบีบจมูกกิน มันก็ไม่ควรเป็นอย่างนั้น"

การวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้ คุณมรุต เผยว่า ได้ร่วมพัฒนาเครื่องต้นแบบ กับบริษัทเล็กๆ จากประเทศญี่ปุ่นบริษัทหนึ่ง ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีเหมือนกัน

ดูเหมือนว่า ในส่วนตัวผู้ประกอบการเอง ออกจะได้เปรียบในเรื่องการประสานเทคโนโลยีกับประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จากประเทศญี่ปุ่น

"ผมไม่ได้เรียนมาทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร แต่มาทำตรงนี้ บางคนถามว่า ไม่ได้เรียนมา แล้วทำได้ด้วยเหรอ ผมตอบว่า ที่ผมทำได้เพราะไม่ได้เรียนมา เพราะผมคิดว่า การที่ผมเรียนมาทางวิศวกรรม ไม่มีพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร ทำให้ผมกล้าคิดนอกกรอบ คือถ้าจบทางด้านอาหารมาโดยตรง อาจจะมองแค่ในกรอบ การมองนอกกรอบ เราอาจจะต้องถอยออกมาแล้วมองเข้าไป ฉะนั้น ผมคือคนนอก ไม่ได้อยู่ในวงการ เป็นแค่ลูกชาวสวนผลไม้ที่ต้องการกลับไปพัฒนาให้กับชาวสวนเมืองจันท์"

สำหรับไอศกรีมผลไม้ ทั้ง 3 รสชาติในรูปไข่ คุณมรุตวางราคาขายส่งหน้าโรงงานไว้ที่ ลูกละ 15 บาท แต่ถ้าขายปลีกทั่วไป น่าจะอยู่ที่ลูกละ 30-35 บาท แล้วแต่ทำเล

"ตัวไอศกรีมผลไม้รูปไข่ ใช้เวลาวิจัยและพัฒนา ปีเศษๆ ตอนนี้อยู่ในช่วงเช็คผลตอบรับ ซึ่งก็มีผู้ประกอบการหลายเจ้าที่ต้องการเป็นตัวแทนจำหน่ายซึ่งเราอยู่ในระหว่างการพิจารณา"

และนี่เป็นอีกหนึ่งการให้ไอเดีย สร้างคุณค่าให้กับสินค้า ถ้าบอกว่าเป็นไอศกรีมรสทุเรียน คงจะดูเป็นสินค้าพื้นๆ ธรรมดาๆ ที่ไม่น่าตื่นเต้นอะไร แม้กระทั่งจะบอกว่า เป็นผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็เชื่อว่ามีผู้ประกอบการรายอื่นทำออกมาบ้างแล้ว แต่นี่เป็นไอศกรีมผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในบรรจุภัณฑ์รูปทรงไข่ แถมยังวางไข่ ในรังไข่พลาสติคที่ดูยังไงก็เป็นไข่ แต่ไม่ใช่ไข่

การสร้างความสนใจ ความประทับใจเมื่อแรกเห็นนี้เอง ที่ทำให้ผู้บริโภคหันมามอง หันมาพิจารณา กระทั่งต้องการชิม และนำไปสู่การค้าขายต่อไป

มีสินค้าธรรมดาๆ พื้นๆ อีกมากมาย ที่รอให้ผู้สร้างสรรค์งานเข้าไปพัฒนา เข้าไปจับมาแต่งตัวใหม่ เพื่อให้ต่อสู้ในทางการตลาดได้มากขึ้น และไม่แน่ว่า ผู้สร้างสรรค์งานรายต่อไป อาจเป็นคุณ!!!

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท อินโนเวทีฟ ฟู้ด แพ็คเกจจิ้ง จำกัด เลขที่ 65 ถนนเพชรเกษม วัดท่าพระ บางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600 โทร. (02) 467-4214-5



การลงทุนขายไอศกรีมผลไม้รูปไข่

1. รูปแบบซื้อมา ขายไป ราคาขายส่งหน้าโรงงาน ชิ้นละ 15 บาท สามารถนำไปขายได้ราคาชิ้นละ 30-35 บาท แล้วแต่ทำเล

2. นำไปขายเสริมในร้านอาหาร ซึ่งอาจจะมีตู้แช่อยู่แล้ว

3. ซื้อตู้แช่เพื่อขายไอศกรีม ราคาตู้แช่ ประมาณ 20,000 บาท

4. ลงทุนกับทางบริษัท 20,000 บาท สิ่งที่จะได้คือ ตู้แช่ และคีออส โดยใช้พื้นที่ขายประมาณ 2 ตารางเมตร (ทางคุณมรุตให้ข้อมูลว่า จริงๆ แล้ว ตัวเลขการลงทุนลักษณะนี้ประมาณ 30,000 บาท แต่ทางบริษัทต้องการช่วยผู้ประกอบการ 10,000 บาท จึงตั้งตัวเลขการลงทุนไว้ที่ 20,000 บาท)

5. สั่งซื้อสินค้ากับทางบริษัท ตั้งแต่ 1,000-1,500 บาท ทางบริษัทจัดส่งให้ฟรี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

6. ทำเลที่น่าสนใจมากที่สุด ได้แก่ สถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งมีชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นประจำ ได้แก่ พัทยา สมุย ภูเก็ต กระบี่ ตรัง เชียงใหม่ หาดใหญ่ ฯลฯ และทำเลที่น่าสนใจรองลงไปได้แก่ ใกล้สถาบันการศึกษา รวมทั้งแหล่งชุมชน

ก้าวแรกเศรษฐี-ขนมครก

ดวงกมล โลหศรีสกุล

ขนมครกชาววัง ทำกินเพลิน ทำขายรวย

"ลงทุนครั้งหนึ่ง ประมาณ 300 บาท ซื้อแป้งสำเร็จรูป 1 กิโลกรัม มาผสมกับ น้ำกะทิ น้ำสะอาด น้ำปูนใส น้ำตาลโตนด เกลือ จะได้แป้งสำหรับหยอดขนมครก 3 กิโลกรัม แป้งจำนวนนี้สามารถหยอดขนมครก ขนาด 15 เบ้า ได้ 24 กระทะ หากแคะไม่เสีย จะได้ขนมครก ทั้งหมด 360 ชิ้น จำหน่ายชิ้นละ 2 บาท รวมแล้วเป็นเงิน 720 บาท หลังหักค่าใช้จ่าย ได้กำไรเกินครึ่ง"



ย่านชุมชนตอนเช้าตรู่ หรือช่วงเย็นที่เป็นเวลาเปิดของตลาดนัด มักมีหนึ่งเมนูขนมไทยวางขาย นั่นคือ "ขนมครก" ขนมที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า หัวกะทิ แล้วโรยด้วยหน้าต่างๆ ซึ่งรสชาติออกหวาน เค็ม มัน จึงไม่น่าแปลกใจ ที่หลายคนนิยมรับประทาน

ก้าวแรกเศรษฐีฉบับนี้ นำเสนอข้อมูล ช่องทางการลงทุน และสถานที่จำหน่ายอุปกรณ์ขนมครก ขนมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นขนมไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมไม่ได้มีพัฒนาการเหมือนอย่างทุกวันนี้ เพราะตามหลักขนมไทย ใช้เพียงข้าวเจ้าไปโม่ให้เป็นแป้ง เจือกับน้ำตาล และมะพร้าวเท่านั้น แต่ปัจจุบัน ถูกนำมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย สร้างรสชาติให้โดดเด่นไม่ซ้ำใคร


ขนมครกชาววัง

จุดเด่น ชิ้นใหญ่ กรอบอร่อย

อาจารย์จินดามาศ ทินกร วิทยากรศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ผู้เชี่ยวชาญขนมครก กล่าวว่า จำหน่ายขนมเมนูนี้ มากว่า 40 ปี สูตรที่ใช้เป็นสูตรโบราณตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่ปัจจุบัน เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย นำส่วนผสมมาดัดแปลงเล็กน้อย ทว่ารสชาติ และรูปลักษณ์ยังคงเดิม "ขนมครกเมื่อก่อน สูตรดั้งเดิมนำข้าวสาร มาผสมข้าวสุกค้างคืนแล้วโม่ เพื่อให้มีความนิ่ม แต่ข้อเสียคือ ทำให้เสียไว ปัจจุบัน สะดวกสบาย เนื่องจากมีแป้งสำเร็จรูปจำหน่าย ช่วยลดความยากลงไปได้พอสมควร ส่วนหน้าที่ใช้โรยก็มีความหลากหลายมากขึ้น"

วัตถุดิบสำคัญของขนมครก ที่วิทยากรพูดถึงคือ แป้ง มีด้วยกัน 2 รูปแบบคือ แป้งสด และแป้งแห้ง ถามผู้เชี่ยวชาญได้ใจความว่า แป้งสดคือ แป้งที่ต้องทำเองไม่มีวางจำหน่าย อันมีส่วนผสมของข้าวสารเก่า ข้าวสวยกลางปีสุกค้างคืน ถั่วทอง หรือถั่วเขียวเลาะเปลือก นำมาโม่ด้วยเครื่อง วิธีการ นำข้าวสารเก่าแช่น้ำค้างคืน ไปโม่พร้อมข้าวสุกและถั่วทอง เหตุที่ไม่ใช้ข้าวใหม่ เพราะแป้งจะเหนียว เวลาแคะออกจากเบ้าจะไม่ค่อยล่อน ส่วนแป้งแห้งคือ แป้งสำเร็จรูปที่ขายทั่วไปตามท้องตลาด โดยความแตกต่างของแป้งทั้งสองนี้คือ แป้งสด เนื้อขนมจะละเอียดและหอม แต่แป้งแห้งจะให้ความสะดวกมากกว่า

นอกจากแป้งจะเป็นส่วนประกอบสำคัญของขนมครก ยังมีกะทิที่ใช้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลือกซื้อมะพร้าวสำหรับทำขนมมาขูด แล้วคั้นเพื่อให้ได้น้ำกะทิที่สดใหม่ จากนั้นผสมเกลือป่นเล็กน้อย การทำเช่นนี้จะทำให้ได้กะทิที่หอม นอกจากนั้น ยังมีความเข้มข้นมากกว่ากะทิกล่อง แต่หากเลี่ยงไม่ได้ แนะนำให้ใช้ยี่ห้ออร่อยดี เนื่องจากกลิ่นจะหอมแบบธรรมชาติ

อีกสิ่งที่จะช่วยเพิ่มรสชาติ ให้ขนมครกกรอบอร่อย นั่นคือ ขนาด วิทยากร เผยว่า ควรเลือกใช้เบ้าขนมครกที่มีขนาด 15 เบ้า เฉลี่ยหลุมละประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร เวลาเทแป้ง ให้เท 3/4 ของเบ้า จากนั้นใช้กระบวยหน้ากว้าง 5 เซนติเมตร กดให้แป้งล้นขึ้นมา ประมาณ 1 เซนติเมตร เติมหางกะทิ ตามด้วยหัวกะทิ บริเวณที่ล้นเรียกว่าขอบ ซึ่งจะมีความกรอบ และแลดูชิ้นใหญ่ ลักษณะนี้รวมเรียกขนมครกชาววัง "เบ้าขนมครกที่วางขายทั่วไป มีตั้งแต่ขนาด 15 เบ้า 22 เบ้า และ 28 เบ้า อยากให้เลือกใช้ขนาด 15 เบ้า เนื่องจากชิ้นใหญ่ทำออกมาเฉลี่ยชิ้นละประมาณ 7 เซนติเมตร ซึ่งผู้บริโภคจะรู้สึกคุ้มค่า ต่างจากขนาดเล็กประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เซนติเมตร"

ลำดับต่อมา ด้านรสชาติ อาจารย์จินดามาศ เผยว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ไม่นิยมรับประทานหวาน ดังนั้น อยากให้ผู้ประกอบการ ทำรสชาติแบบกลมกล่อม ไม่หวานจัด หรือเลี่ยนเกินไป ส่วนหน้าที่โรยยอดนิยม ได้แก่ ต้นหอม ผักชี ข้าวโพด เผือก ลูกตาล ถ้ายังไงสามารถนำไปดัดแปลงเพิ่มเติมได้



ลงทุน 3,000 บาท

ขายดีทุกวัน ไม่มีวันหยุด

ถึงตรงนี้ ถามผู้เชี่ยวชาญ ถึงจำนวนเงินลงทุน ได้ความว่า เงินที่ใช้ลงทุนขายขนมครกต่ำสุด เฉลี่ยใช้เงินประมาณ 3,000 บาท แบ่งเป็นค่าอุปกรณ์ 2,500 บาท ได้แก่ เตาไฟ 2 หัว เป็นเตาเหล็ก 1,500 บาท เบ้าขนมครก 1 ใบ ราคา 600 บาท กาหยอดขนมครก 60-100 บาท เตาแก๊ส 300 บาท ค่าวัตถุดิบ อาทิ แป้ง กะทิ น้ำตาลโตนด เกลือ จานกระดาษไว้ใส่ขนม ทั้งสิ้น 300 บาท แถมเหลือเป็นเงินหมุนเวียนจำนวนหนึ่ง "3,000 บาท หลักๆ ได้อุปกรณ์การขายและวัตถุดิบจำนวนหนึ่ง แต่จะไม่รวมอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ อาทิ กะละมังผสมแป้ง ทัพพี ช้อน ของจุกจิกในครัว เนื่องจากแต่ละบ้านมักมีอยู่แล้ว"

เมื่อทราบว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ต่อมาถึงรูปแบบการขาย วิทยากร ระบุว่า สามารถวางจำหน่ายได้ทั้งรถเข็น และตั้งโต๊ะ ขึ้นอยู่กับเงินทุน ถ้าเป็นรถเข็น คันละประมาณ 5,000 บาท ถ้าเลือกตั้งโต๊ะ สามารถเลือกวัสดุได้ตามกำลัง เลือกขนาดโต๊ะให้กว้าง 3 ฟุต ขึ้นไป ส่วนทำเลที่แนะนำ ยังคงอยู่ย่านตลาดสด ตลาดนัด งานวัด งานประจำปี ชุมชน หอพัก บริษัทห้างร้าน ป้ายรถประจำทาง หน้าร้านสะดวกซื้อ โรงพยาบาล หมู่บ้านจัดสรร สถานศึกษา หรือหากใครมีร้านอาหารอยู่แล้ว นำไปเสริมเป็นของหวานได้ ส่วนวัน และช่วงเวลาขาย ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ขายได้ทุกวัน ตั้งแต่เช้า ไปจนค่ำมืด

คล้ายว่าขั้นตอนขนมครกไม่มากมายนัก ทว่าสิ่งใดที่ยากที่สุด อาจารย์จินดามาศ เผย อยู่ที่เทคนิคการหยอด บรรดามือใหม่ ควรใช้ช้อนหรือกระบวย ไม่ควรใช้กาหยอด เนื่องจากน้ำหนักมือยังไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้กะปริมาณไม่ถูก อีกทั้งเวลาแคะ เพื่อไม่ให้เสียของ ต้องใจเย็นรอจนกว่าขนมจะสุก "ลงทุนครั้งหนึ่ง ประมาณ 300 บาท ซื้อแป้งสำเร็จรูป 1 กิโลกรัม มาผสมกับ น้ำกะทิ น้ำสะอาด น้ำปูนใส น้ำตาลโตนด เกลือ จะได้แป้งสำหรับหยอดขนมครก 3 กิโลกรัม แป้งจำนวนนี้สามารถหยอดขนมครก ขนาด 15 เบ้า ได้ 24 กระทะ หากแคะไม่เสีย จะได้ขนมครก ทั้งหมด 360 ชิ้น จำหน่ายชิ้นละ 2 บาท รวมแล้วเป็นเงิน 720 บาท หลังหักค่าใช้จ่าย ได้กำไรเกินครึ่ง"

นอกจากขนมครกจะลงทุนต่ำ ขายได้กำไรดีแล้ว ข้อได้เปรียบอีกอย่างคือ วัตถุดิบหาซื้อได้ง่าย ส่วนผสมทุกอย่าง ซื้อได้ที่ตลาดสด ร้านขายของชำ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และห้างสรรพสินค้าทั่วไป ไม่เหมือนกับอาชีพบางชนิด ที่ต้องมีร้านประจำ เช่น ขายอาหาร หรือผลไม้

อีกเทคนิคการขายที่อาจารย์จินดามาศ แนะนำ คือรสชาติต้องคงที่ วัตถุดิบสดใหม่ สถานที่จำหน่ายสะอาด มีหลากหลายไส้ให้เลือกรับประทาน พูดจาไพเราะกับลูกค้า ตั้งใจขาย ไม่หยุดบ่อย จะทำให้ได้ลูกค้าประจำ จากนั้นจะเกิดการบอกปากต่อปาก

ก่อนยุติเนื้อหา อาจารย์จินดามาศนำสูตรการทำขนมครกชาววัง มาให้ทดลองทำ และย้ำว่า โอกาสในการขายขนมชนิดนี้ ยังมีพื้นที่อีกมาก เนื่องจากปัจจุบัน คนยังนิยมบริโภคขนมชนิดนี้อยู่ สนใจสอบถามเนื้อหา หรือเข้ารับการอบรม ติดต่อ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน โทรศัพท์ (02) 589-2222, (02) 589-0492 และ (02) 954-4999 ต่อ 2100, 2101, 2102 และ 2103


วัตถุดิบตัวแป้งขนมครก

ส่วนผสม

1. แป้งข้าวเจ้าอย่างดี ตราดอกไม้ 1 กิโลกรัม

2. น้ำกะทิ 4 ถ้วยตวง

3. น้ำสะอาด 2 ถ้วยตวง

4. น้ำปูนใส 2 ถ้วยตวง

5. น้ำตาลโตนด 1 ช้อนโต๊ะ

6. เกลือ 1 ช้อนชา

7. โรยหน้าตามใจชอบ อาทิ ต้มหอม ข้าวโพด เผือก ฯลฯ

วิธีผสมแป้ง

ค่อยๆ เทแป้งข้าวเจ้า ลงผสมกับน้ำสะอาด น้ำปูนใส คนจนกว่าจะเข้ากัน จากนั้นเติมกะทิ น้ำตาลโตนด เกลือป่น แล้วคนให้เข้ากันดี



กะทิหน้าขนมครก

ส่วนผสม

1. หัวกะทิ 6 ถ้วยตวง

2. หางกะทิ 2 ถ้วยตวง

3. น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ้วย

4. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำกะทิสำหรับหยอดหน้า

ผสม หัวกะทิ หางกะทิ เกลือป่น น้ำตาลทราย เข้าด้วยกัน นำไปตั้งไฟ คนให้น้ำตาลและเกลือละลาย จากนั้นยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น ใส่ภาชนะเตรียมหยอดหน้าขนมครก

วิธีทำขนมครก

1. ตั้งกระทะขนมครก ใช้ไฟอ่อนปานกลาง รอจนเตาร้อนเต็มที่

2. นำลูกประคบ ทำด้วยกากมะพร้าวห่อด้วยผ้าขาว แตะน้ำมันพืช เช็ดที่เบ้าขนมครกให้ครบทุกเบ้า

3. ตักหรือใช้กาหยอดแป้งขนมครก ลงในเบ้าปริมาณ 3/4 นำกระบวยกดให้ล้นขึ้นมาด้านข้าง ประมาณ 1 เซนติเมตร ปิดฝาทิ้งไว้ราว 2-3 นาที

4. หยอดหางกะทิ ตามด้วยหัวกะทิ ประมาณ 1 ช้อนชา ต่อ 1 เบ้า โรยหน้าตามใจชอบ ปิดฝาทิ้งไว้ รอจนขอบแป้งเหลือง ใช้ช้อนแซะขึ้นใส่ภาชนะ

วิธีทำหน้าไข่เค็ม นำไข่เค็มต้มสุก มาแกะเปลือกออก นำไปขูดให้เป็นเส้นฝอยๆ ใช้โรยหน้าขนมครก เพิ่มความอร่อยด้วยพริกชี้ฟ้าหั่นฝอย และผักชี (เฉพาะใบ)

วิธีทำหน้ากุ้ง ใช้กุ้งสด มะพร้าวทึนทึก ในปริมาณที่เท่ากัน สับให้ละเอียด นำไปรวน ใส่พริกไทย เกลือป่น ชิมให้ออกรสเค็มนิดๆ โรยบนหน้าขนมครก แต่งด้วยใบมะกรูดหั่นฝอย พริกเหลืองซอย ใบผักชีเด็ดเป็นใบๆ



อุปกรณ์สำหรับทำขนมครก

1. เครื่องโม่แป้ง (ในกรณีทำแป้งสด)

2. เบ้าขนมครก

3. กาสำหรับหยอดแป้ง

4. ลูกประคบ (ทำด้วยกากมะพร้าวห่อด้วยผ้าขาว)

5. ช้อนสำหรับแคะขนมครก



เคล็ดลับความอร่อย

1. น้ำมันพืชที่ใช้เช็ดเบ้าขนมครก ควรเป็นน้ำมันมะพร้าว จะทำให้ขนมครกมีกลิ่นหอม ชวนให้น่ารับประทาน นอกจากนั้น ยังทำให้ผิวขนมครกมีสีสวย

2. ภาชนะใส่ขนมครก ไม่ควรใช้โฟม เนื่องจากมีสารเมลามีน ก่อให้เกิดมะเร็ง ควรเป็นจานกระดาษ หรือรองด้วยใบตอง หรือหากจำเป็นต้องเรียงซ้อนกัน ก็ควรมีใบตองวางทับไว้ด้วย เพื่อไม่ให้ขนมครกติดกัน

3. เบ้าขนมครก มีทั้งที่ผลิตจากเหล็ก และสเตนเลส ขึ้นอยู่กับเงินลงทุน ส่งผลด้านความสวยงาม แต่ไม่ส่งผลต่อรสชาติแต่อย่างใด



ร้านจำหน่ายวัตถุดิบทำขนมครก

1. ตลาดสดใกล้บ้าน/ห้างสรรพสินค้า

2. ร้านแสงอรุณ ตั้งอยู่บริเวณหน้าตลาดจังหวัดนนทบุรี จำหน่ายวัตถุดิบทำขนมไทยทุกประเภท ภาชนะบรรจุ และอุปกรณ์จำเป็นทั้งหมดสำหรับทำขนม โทรศัพท์ (02) 525-0504

3. ร้านตั้งจิบเซ้ง ที่อยู่ แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 222-1721, (02) 221-3809, (02) 221-2280, (02) 221-1693



ร้านขายกล่องบรรจุและเบ้าขนมครก

1. ร้านตั้งจิบเซ้ง ที่อยู่ แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 222-1721

2. ร้านขจรศักดิ์ เครื่องครัว ที่อยู่ แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 221-0572 โทรสาร (02) 221-7796

3. ห้างแม็คโคร ทุกสาขา

4. ร้านกิตติเครื่องครัว ที่อยู่ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 271-0634

5. บริษัท วีรสุ รีเทล จำกัด สาขาถนนวิทยุ ที่อยู่ 83/7 ถนนวิทยุ ลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 254-8100-8 โทรสาร (02) 254-8109 เปิดทุกวันเวลา 09.00-19.00 น.

6. บริษัท วีรสุ จำกัด สาขาเยาวราช ที่อยู่ 436 ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 226-5365-7, (02) 224-2240, (02) 224-2179 โทรสาร (02) 226-5364 เปิดทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น. ยกเว้นวันอาทิตย์

7. บริษัท วีรสุ จำกัด สาขาลาดพร้าว ที่อยู่ 3456 /1 ถนนลาดพร้าว บางกะปิ กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 375-6284-7, (02) 734-1040-5 โทรสาร (02) 734-1049 เปิดทุกวัน เวลา 09.00-19.00 น.

8. บริษัท วีรสุ รีเทล จำกัด สาขาแจ้งวัฒนะ ที่อยู่ 104/19-21 ถนนแจ้งวัฒนะ ทุ่งสองห้อง หลักสี่ กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 982-4435-7 โทรสาร (02) 982-4439 เปิดทุกวัน เวลา 10.00-19.00 น.

9. วีรสุคอร์เนอร์ สาขาเสรีเซ็นเตอร์ ถนนศรีนครินทร์ โทรศัพท์ (02) 746-0171 เปิดวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 11.00-21.00 น. วันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-21.00 น.

10. วีรสุคอร์เนอร์ The Mall งามวงศ์วาน ชั้น 4 บริเวณแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์ (02) 550-0609 เปิดวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 10.30-22.00 น. วันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-22.00 น.

11. วีรสุคอร์เนอร์ ห้างอิเซตัน ชั้น 5 บริเวณหน้าซุปเปอร์มาร์เก็ต โทรศัพท์ (02) 255-9816 เปิดทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น.

12. วีรสุคอร์เนอร์ The Mall บางกะปิ ชั้น 3 บริเวณแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์ (02) 363-3076 เปิดวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 10.30-22.00 น. วันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-22.00 น.

13. วีรสุคอร์เนอร์ The Mall ท่าพระ ชั้น 4 บริเวณแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์ (02) 477-7200 เปิดวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 10.30-22.00 น. วันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-22.00 น.

14. ห้างแม็คโคร

15. ร้านดี-เบสท์ โกรเซอรี่ จำกัด เลขที่ 148/6-7 หมู่ 2 ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ (02) 960-6924-5 โทรสาร (02) 960-6934

16. ร้านกล้วยน้ำไทการช่าง 1 ที่อยู่ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 617-6310-2 โทรสาร (02) 617-7785

17. ร้านกล้วยน้ำไทการช่าง 1 ร้านสาขาคลองเตย กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 381-7956

18. ร้านกล้วยน้ำไทการช่าง สาขาพระโขนง กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 249-4732-35 โทรสาร (02) 249-5620

19. บริษัท ดี เค เบเกอรี่มาร์ทเทรดดิ้ง จำกัด ที่อยู่ แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 881-0619-21 โทรสาร (02) 881-0622

20. ร้านกล้วยน้ำไทการช่าง 2 กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 02) 391-2093

21. บริษัท คิงส์แมชชีนส์กล้วยน้ำไทการช่าง จำกัด ที่อยู่ แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 249-4732, (02) 249-5235, (02) 249-5620, (02) 671-6844-5 โทรสาร (02) 672-8700

22. บริษัท จักรวาล เซ็นเตอร์ จำกัด ที่อยู่ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ (02) 526-8115, (02) 968-3041-8 โทรสาร (02) 526-7918, (02) 968-4989

23. ร้านจิรวัฒน์ อุปกรณ์เบเกอรี่ ที่อยู่ แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 455-9453, (02) 801-0204

24.บริษัท ไทยวาชิโนอิเล็คตริค จำกัด 4264 หมู่ 11 ซอยแบริ่ง ถนนสุขุมวิท 107 อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ โทรศัพท์ (02) 758-4819 (084) 071-4748

เหยือกทองคำ แท้ๆ



นางแบบสาวรายหนึ่งกำลังรินเบียร์ใส่เหยือกเบียร์ทองคำบริสุทธิ์ซึ่งเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นสินค้าประจำฤดูร้อนนี้ของร้านเครื่องประดับทานากะ คิคินโซกุ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 17 มิถุนายน โดยเหยือกเบียร์ทำจากทองคำนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร สูง 13.5 เซนติเมตร หนัก 850 กรัม จำหน่ายในราคา 50,000 ดอลลาร์ (ราว 1,700,000 บาท) (เอเอฟพี)





ที่มา

ร้านก๋วยเตี๋ยว ของคุณเจ๊เหนอ


workdeena จะพามารู้จักกับการทำร้านก๋วยเตี๋ยว เพราะอาชีพอิสระอาชีพนี้เป็นอาชีพที่เกิดขึ้นมากมายในประเทศไทย แล้วทุกคนก็นิยมทาน และนิยมทำ เป็นอาชีพอิสระกันอีกด้วย และร้านก๋วยเตี๋ยวที่ทาง workdeena จะให้เพื่อนๆ ได้รู้จัก คื่อ "ร้านก๋วยเตี๋ยวแม่ตูน" เจ้าของร้านชื่อ "เจ๊เหนอ"(ตูน เป็นชื่อของลูกเจ๊)

workdeena:- สวัสดี... เจ๊เหนอ วันนี้คนเต็มร้านเลยนะ เอาก๋วยเตี๋ยวไก่ เล็กแห้ ไม่งอก พิเศษลูกชิ้น น้ำซุป 1 ถ้วย นะจ๊ะ แล้วเดี๋ยวขอสัมภาษณ์ เจ๊เหนอนิดนึงนะจ๊ะ จะให้เจ๊เหนอเป็นดาราหน้าเว็บเสียหน่อย ได้ไหม


เจ๊เหนอ:- ได้เลยๆ... แต่เจ๊ขอทำให้ลูกค้าก่อนนะ ทำไมไม่บอกไวก่อนว่าจะขอถ่ายรูปด้วย วันนี้เจ๊ เลยแต่ตัวแต่หน้าไม่สวยเลย

workdeena:- ขอบคุณมาก เจ๊เหนอ ทาง workdeena อยากจะถามเจ๊เหนอว่า เจ๊เหนอทำอาชีพ ขายก๋วยเตี๋ยวมานานหรือยัง


เจ๊เหนอ:- จริงๆ แล้วเจ๊ ไม่ได้ทำอาชีพนี้มาก่อน อาชีพจริงๆ ของเจ๊ก็คือ ทำสวนผัก และผักที่ใช้ทำก๋วยเตี๋ยวทั้งหมดก็เอามาจากสวนเจ๊ทั้งนั้น ที่ว่าทำไมเจ๊ถึงมาขายก๋วยเตี๋ยวตอนกลางคืน เพราะเมื่อก่อนตรงร้านนี้มีคนอื่นเขาขายอยู่ก่อนแล้ว แต่เขามีความจำเป็นที่จะต้องกลับบ้านเขาที่ต่างจังหวัด แล้วเขาไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกหรือเปล่า เขาเลยขายต่อให้ เจ๊เห็นว่ากลางคืนว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยเอาทำต่อจากเขา แต่ตอนนั้นก็มีแต่ก๋วยเตี๋ยวเนื้ออย่างเดียวนะ เจ๊ก็เลยมาเพิ่ม เป็น ก๋วยเตี๋ยวไก่ ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตก ก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำตก แล้วก็ยังมีอีกหลายอย่าง จะได้มีทางเลือกให้กับลูกค้า เพราะคนเรากินไม่เหมือนกัน

workdeena:- แล้วต่อวันเจ๊เหนอ ต้องลงทุนเท่าไร และได้กำไรเท่าไร ไม่ทราบว่าเจ๊พอจะบอกให้เป็นความรู้ได้ไหม เพื่อว่าถ้าใครได้เข้ามาอ่าน แล้วคิดอยากทำก๋วยเตี๋ยวขายบ้างจะได้รู้ว่าควรเตียมต้นทุนเท่าไร


เจ๊เหนอ:- บอกได้ๆ ไม่รู้จะปิดบังกันไปทำไม เจ๊ใช้ต้นทุนต่อวันประมาณ 2,000 - 3,000 บาท เมื่อก่อนใช้ไม่ถึงหรอก แต่เดี๋ยวนี้ลูกค้ามากขึ้นก็ต้องใช้ทุนเพิ่มขึ้น กำไรต่อวันก็ประมาณ 1,000 - 1,500 บาท กำไรก็เหมือนกันเมื่อก่อนได้ไม่มากเท่านี้ ถ้าหนูๆ คนไหนได้เข้ามาอ่านนะ หนูไม่ต้องกลัวว่าทำร้านก๋วยเตี๋ยวแล้วจะขายไม่ได้ ใครๆ ก็ชอบก๋วยเตี๋ยว แค่หนูดูทำเลดีๆ และต้องมีความขยัน ความมานะ และความอดทน แค่นี้เราก็ทำได้แล้ว ถึงจะไม่รวยแต่ก็ไม่อดตายนะ

วันนี้ workdeena ต้องขอบคุณ เจ๊เหนอมาก ที่ยอมเสียเวลามาให้สัมภาษณ์ และยังให้ข้อคิดดีๆ กับพวกเราอีก ดังนั้นการที่เราจะทำอาชีพอิสระ อะไรก็ตาม สิ่งสำคัญเราต้องมี ความขยัน มานะ และอดทน เหมือนเช่นที่เจ๊เหนอบอกเอาไว้ แล้วเจอกันใหม่ กับ อาชีพอิสระ อาชีพต่อไปนะ

มอเตอร์ไซขายไอติมของ คุณทิดโม


วันนี้เรามาเจอกันอีกแล้ว พร้อมกับอากาศที่ร้อนเป็นบ้าเป็นหลังอย่างนี้ ทาง workdeena เลยขอนำเอาอาชีพอิสระ ที่อาจจะทำให้เพื่อนๆ ทุกคนรู้สึกเย็นกันขึ้นมาบ้างนะ นั้นคืออาชีพ "ขายไอศครีม" ของ "ทิดโม" (ทิดโม คือเจ้าของกิจการ) การทำธุรกิจนี้ไม่อยากเลย แต่ต้องทำไอศครีมเป็นนะ

workdeena;- สวัสดีพี่ทิดโม ก่อนที่จะคุยกันขอซื้อไอศครีมสักแท่งนะพี่ ก่อนที่พี่จะมาทำอาชีพอิสระตัวนี้พี่ทำอะไรมาก่อน แล้วทำไม่ถึงคิดทำอาชิพนี้

เจ้าของธุรกิจ;- เมื่อก่อนก็เป็นลูกจ้างตามโรงงานในประเทศไทยก็หลายแห่ง และก็ไปทำงานเก็บผลไม้ที่ประเทศฟินแลน แต่ถึงจะได้เงินมาก็อยากลำบากเหลือเกิน ก็เป็นลูกจ้างเขาเนอะ พอกลับมาเมื่องไทยก็มาคิดว่าจะทำอะไรดี ที่จะสามารถเป็นอาชีพอิสระและเลี้ยงตัวเองได้แบบไม่ลำบากเกินไป ก็มาเจอพ่อค้าไอติม ก็เลยคุยกันก็เห็นว่าดี เลยขอซื้อสูตรจากเขา 5,000บาท (แต่จริงๆ แล้วสูตรทำไอติน หาอ่านได้จากหนังสือที่เกี่ยวกับการทำอาหาร แต่ตอนนั้นผมไม่รู้) และซื้อเครื่องปั่นไอติมอีก 15,000บาท แล้วก็เริ่มทำมานี่ก็ เข้าปีที่ 4 แล้ว

workdeena;-แล้วการทำไอศครีม 1 ถังต้องใช้ทุนเยอะไหม และมีกำไรเท่าไร/วัน แล้วขายที่ไหน เพื่อให้เป็นข้อมูลแก่เพื่อนๆ ที่อย่างมีอาชีพอิสระ และสนใจอยากทำ


เจ้าของธุรกิจ;- การทำไอติม 1 ถังใช้ทุนก็ประมาณ 300 - 400 บาท ถ้าขายหมดถัง ก็ได้กำไรประมาณ 800 - 900 บาทหลังหักต้นทุนแล้ว ถ้าถามถึงว่าขายที่ไหน ผมก็ออกขายทั่วไปตามหมู่บ้าน และตามพวกก่อสร้างบ้าง ผมบอกเลยนะว่าถ้าใครอยากทำ มัีนทำไม่ยากหรอก แต่ต้องไม่อายที่จะขับรถเล่ขายไอติมนะ ผมเคยได้ยินคนเขาบอกว่า "อย่าอายทำกิน" คำนี้มันจริงๆ เลยนะ


ต้องขอบคุณพี่ ทิดโม มากๆ เลยที่ยอมเสียเวลาให้ทาง workdeena ได้พูดคุยกัน (พี่แก่บอกว่าแค่นี้ก่อนนะเพราะเดี๋ยวไม่ทันลูกค้า) และถ้าใครอยากมีอาชีอิสระแบบ พี่เขาก็ลุยเลย ถ้าได้ผลอย่างไงก็เขียนมาคุยกันบางนะ

บทความที่ได้รับความนิยม

Superman (It's Not Easy)
















...............................................................................
I can't stand to fly
I'm not that naive
I'm just out to find
The better part of me

I'm more than a bird:I'm more than a plane
More than some pretty face beside a train
It's not easy to be me

Wish that I could cry
Fall upon my knees
Find a way to lie
About a home I'll never see

It may sound absurd:but don't be naive
Even Heroes have the right to bleed
I may be disturbed:but won't you conceed
Even Heroes have the right to dream
It's not easy to be me

Up, up and away:away from me
It's all right:You can all sleep sound tonight
I'm not crazy:or anything:

I can't stand to fly
I'm not that naive
Men weren't meant to ride
With clouds between their knees

I'm only a man in a silly red sheet
Digging for kryptonite on this one way street
Only a man in a funny red sheet
Looking for special things inside of me

It's not easy to be me.


ฉันไม่ได้อยากจะเหาะไปเหาะมาทุกวัน
ไม่ได้ซื่อบื้อขนาดนั้น
ฉันก็แค่อยู่เพื่อค้นหา
ตัวตนที่ดีกว่าที่เป็นอยู่

ฉันเป็นมากกว่านก ฉันเร็วกว่าเครื่องบิน
เป็นมากกว่าหน้าตาหล่อๆ ที่คอยบินตามหยุดรถไฟ
ไม่ง่ายเลยนะที่จะเป็นตัวฉันเอง

ฉันหวังจะได้ร้องไห้เสียบ้าง
ซบหน้าลงกับท่อนแขน
เฝ้าแต่โกหกแก้ตัว
ถึงเรื่องบ้านเกิด ที่ไม่เคยแม้ได้เห็น

อาจจะฟังดูเหลวไหล แต่โปรดอย่าหัวเราะ
เพราะแม้จะเป็นซูเปอร์แมน แต่ก็เลือดไหลได้เหมือนกัน
ฉันอาจจะพูดอะไรไม่ดีไปบ้าง แต่โปรดอย่าได้ถือสา
กระทั่งเป็นซูเปอร์แมนก็มีความฝันกับเขาได้เหมือนกัน
ไม่ง่ายเลยนะที่จะเป็นตัวฉันเอง

บินบินไปบนฟ้า หนีไปจากตัวเอง
ไม่เป็นไรใช่ไหม? คุณๆก็ยังคงหลับฝันดีได้
ฉันไม่ใช่คนบ้านะ

วันๆเอาแต่เหาะไปมา
ฉันไม่ได้ปัญญาอ่อนนะ
ผู้ชายน่ะไม่ได้เกิดมา
เพื่อบินเล่นบนก้อนเมฆหรอกนะ

ฉันก็แค่ผู้ชายธรรมดา ในผ้าคลุมสีแดงตลกๆ
ขุดหาคริปโตไนท์บนถนนเส้นเดิม
ก็แค่ผู้ชายธรรมดาในชุดสีแดงงี่เง่าๆ
มองหาบางสิ่งพิเศษให้กับตัวเอง

ไม่ง่ายเลยที่จะเป็นซูเปอร์แมน

The Key (เดอะ คีย์) หนังสือจากสำนักพิมพ์ ต้นไม้

เรียกได้ว่าเป็นหนังสือภาคต่อของหนังสือ เดอะซีเคร็ต ถ้าคุณเป็นหนอนหนังสือตัวจริง ผมว่าคุณคงจะรู้จักหนังสือเหล่านี้ดี ครั้งแรกที่ผมอ่านหนังสือ เดอะซีเคร็ตนั้น ผมยังไม่เข้าใจถึงวิธีการทำงานของ กฎของแรงดึงดูดที่ว่า ใครมีความคิดเช่นไรก็จะเป็นคนเช่นนั้น ไม่ว่าเราประสบความสำเร็จหรือกำลังล้มเหลวในชีวิต ทุกสิ่งเกิดขึ้นจากความคิดของเราเอง ผมคงไม่สามารถบรรณยาย ประโยชน์ของหนังสือเล่มนี้ออกมาได้หมดสิ้น แต่ด้วยความปราถนาดีจากผมจริงๆที่ต้องการแบ่งปันสิ่งดีๆให้กับผุ้อื่นบ้าง

ปฏิญญาณของผู้มองแง่ดี

สัญญากับตัวเองว่า

จะเข้มแข็งเสียจนไม่มีสิ่งใดสามารถรบกวนความสงบสุขทางใจของคุณได้
จะพูดถึง สุขภาพดี ความสุข และความรุ่งเรือง แก่ทุคคนที่คุณพบ
จะทำให้เพื่อนทั้งหมดของคุรรู้สึกว่ามีบางสิ่งดีๆในตัวพวกเขา
จะมองที่ด้านสว่างของทุกสิ่งและทำให้การมองแง่ดีของคุณกลายเป็นความจริง
จะคิดแต่เรื่องที่ดีที่สุด ทำงานให้แก่คนดี ให้แก่สิ่งดีที่สุด และคาดหวังแต่สิ่งที่ดีที่สุด
จะมีความกระตือรือร้นเกี่ยวกับความสำเร็จของผู้อื่นมากเท่ากับของคุณเอง
จะลืมความผิดพลาดในอดีตและเพียรพยายามไปสู่การบรรลุความสำเร็จของอนาคตที่ยิ่งใหญ่ขึ้น
จะดำรงใบหน้าอันร่าเริงตลอดเวลาและทำให้สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่คุณพบยิ้ม
จะให้เวลาแก่การปรับปรุงพัฒนาตัวเองมากเสียจนกระทั่งคุณไม่มีเวลาที่จะวิจารณ์คนอื่นๆ
จะเป็นคนที่ใหญ่กว่าความกังวล สง่างามกว่าความโกรธ แข็งแกร่งกว่าความกลัวและมีความสุขเกินกว่าที่จะอนุญาตให้มีความยุ่งยาก
จะคิดแก่ตัวเองและอ้างสิทธิ์ข้อเท็จจริงแก่โลก ไม่ใช่ด้วยคำพูดดังแต่ด้วยการกระทำที่ยิ่งใหญ่
จะใช้ชีวิตโดยศัทธาว่าโลกทั้งใบอยู่ข้างคุณตราบนานเท่าที่คุณยังเที่ยงตรง ต่อสิ่งที่ดีที่สุดที่อยู่ในตัวคุณ

หมายเหตุ จาก ปฏิญญาของผู้มองแง่ดี ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1912 หนังสือของ คริสเตียน ดี ลาร์สัน ชื่อ Your Forces and How to Use Them ฉบับย่อของมันใช้กันทุกวันนี้ โดย Optimist Interna tional ซึ่งเป็นกลุ่มคนทั่วโลกที่มุ่งไปที่การทำให้ความแตกต่าง ที่เป็นบวกเกิดขึ้นในโลก

**คัดมาจากหนังสือ เดอะคีย์ จากสำนักพิมพ์ ต้นไม้