แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งาน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

โรตีแต้จิ๋วค้าขายร่ำรวย ร้านสมัยศิลป์ ตลาดน้ำบางน้อย


ชีวิตคนกรุงที่ต้องทำงานทุกวันจันทร์ -ศุกร์ พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ทีไร ก็มักที่จะอยากขอไปพักผ่อนสมองและหาความสุขใส่ตัวแบบสนุกสนาน อย่างการออกไปเที่ยวต่างจังหวัดใกล้ๆ กรุง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นมากโข อย่างที่ได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดไปเที่ยวตลาดน้ำบางน้อย ที่จ.สมุทรสงคราม มาขอบอกว่าเป็นตลาดน้ำที่มีอายุอานามเก่าแก่กว่า 100 ปี ที่ถูกลืมเลือนมานานหลายสิบปี


จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา ชาวบางน้อยได้ร่วมมือร่วมใจกัน ฟื้นฟูตลาดขึ้นมาและเปิดตลาดให้เป็นแหล่งท่อง เที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีการรักษาสภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ ร่วมกันรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามของชาวบางน้อยให้คงไว้ ซึ่งวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ทำมาค้าขายทั้งบนบกและทางน้ำ

คุณป้าเรณู อุทัยรัตนกิจ โชว์การทำโรตีแต้จิ๋ว

ในทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ชาวบ้าน จะเปิดบ้านให้นักท่องเที่ยวได้มาเดิน เที่ยวชมถ่ายภาพบ้านเรือนริมน้ำสวยๆ และมาเลือกซื้อหาของใช้ ของกินมากมายที่แม่ค้าพ่อค้านำมาขายกัน แล้วถ้ามาตลาดน้ำบางน้อย ก็ต้องไม่พลาดที่จะมากินของกินแสนอร่อยที่หากินยาก มากกับ”โรตีแต้จิ๋ว” ที่ร้านสมัยศิลป์

คุณป้าเรณู อุทัยรัตนกิจ เจ้าของร้านบอกเล่าให้ฟังว่า โรตีแต้จิ๋ว หรือที่เรียกว่าหลั่วก๊วย เป็นขนมที่ทำกินกันภายในครอบครัว โดยมีคุณย่า (อาม่า) คิดขึ้นเพื่อใช้สำหรับไหว้เจ้าในพิธีส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ (ก่อนวันตรุษจีน 6 วัน) และคุณป้าก็เลยนำมาทำขายเพื่อให้คนอื่นได้กินขนมอร่อยๆ แบบนี้บ้าง และเรียกชื่อขนมให้คนจำง่ายๆ ว่าโรตีแต้จิ๋ว เพราะเป็นสูตรการทำสไตล์คนจีนแต้จิ๋ว

โรตีแต้จิ๋วชวนกิน
การทำโรตีแต้จิ๋ว ประกอบด้วย แป้งข้าวเหนียวที่เอามานวดกับน้ำ แล้วปั้นให้เป็นก้อนกลมๆ ก่อนที่จะเอามาตบๆ ให้เป็นแผ่นกลมๆ ไม่ใหญ่นัก แล้วก็นำลงไปทอดในกระทะให้แป้งสุก แล้วก็นำขึ้นมาห่อ ซึ่งจะใส่ถั่วลิสงที่ทางร้านอบเองแบบสดใหม่ลงไป ใส่น้ำตาลทรายแดงและงาขาวลงไป และห่อม้วนเป็นชิ้นๆ นำใส่กระทงใบตองขายในราคา 3 ชิ้น 20 บาท ชิมแล้วถูกปากตรงที่แป้งเนื้อนิ่มนุ่มเหนียว หวานหอมงาและกรุบกรอบถั่วที่อบแบบสดใหม่หอมๆ

เอาเป็นว่าถ้าใครอยากพักผ่อนกับสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆกรุงเทพฯ ตลาดน้ำบางน้อยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ในบรรยากาศตลาดพื้นบ้านผสมผสานไปกับความร่วมสมัยแต่พองาม ที่ใครมาเที่ยวแล้ว หากอยากลิ้มรสของกินหายากรสชาติเป็นหนึ่ง ที่ร้านสมัยศิลป์เขามีโรตีแต้จิ๋วรสอร่อยรอคอยอยู่

บรรยากาศโต๊ะนั่งสบายๆ
“โรตีแต้จิ๋ว” ร้านสมัยศิลป์ ตั้งอยู่ในตลาดน้ำบางน้อย เลขที่ 70 หมู่ 8 ต.กระดังงา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม การเดินทางถ้ามาจากรุงเทพฯ เพียงขับรถตรงมาตามทางที่มา จ. สมุทรสาคร แต่ไม่ต้องเข้าตัวเมืองสมุทรสาคร ให้ขับตรงต่อมาที่สมุทรสงครามเข้าทางเดียวกับตลาดน้ำอัมพวา และขับตรงเข้ามาเรื่อยๆ ประมาณ 4 กม. ก็จะถึงตลาดน้ำบางน้อย สามารถจอดรถได้ที่วัดเกาะแก้ว ร้านเปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น. โทร. 0-3473-0870

ขอบคุณข้อมูลจาก : ASTVผู้จัดการออนไลน์

คลับแอสทีเรีย สร้างรายได้

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

'ขนมเปี๊ยะดอกไม้' หน้าตาแปลกใหม่ น่าสน

การพลิกแพลงหน้าตาขนมนั้นเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบัน เพราะนอกจากเรื่องรสชาติของขนมแล้ว เรื่องหน้าตาก็เป็นส่วนสำคัญไม่น้อยในการเรียกลูกค้า ซึ่งกับ “ขนมเปี๊ยะ” นั้น เมื่อดัดแปลงหน้าตาก็จะกลายเป็นขนมที่ร่วมสมัย น่าทานและน่าซื้อในทุกโอกาสได้ อย่างเช่นที่ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมาแนะนำกัน...

อาจารย์ณนนท์ แดงสังวาล สาขาวิชาอุตสาหกรรมบริการอาหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) ได้แนะนำการดัดแปลงขนมเปี๊ยะเดิม ๆ เป็น “ขนมเปี๊ยะดอกไม้” ที่ดูแปลกตาน่าทาน ไม่จำเจในแบบเดิม ๆ ซึ่งน่าจะสร้างตลาดใหม่ ๆ ให้เกิดได้ และน่าจะเป็นของฝากที่คนได้รับชอบ ซึ่งการทำขนมเปี๊ยะให้เป็นรูปดอกไม้นั้น อาจจะดูเหมือนยากกว่าทำขนมเปี๊ยะรูปกลม ๆ แต่จริง ๆ แล้วกลับง่ายกว่ามาก ๆ และที่สำคัญขนมจะสุกง่ายมาก เวลาอบจะสุกถึงไส้ขนมเลยทีเดียว

อุปกรณ์การทำขนมเปี๊ยะดอกไม้ ก็เหมือนกับอุปกรณ์ทำขนมทั่วไป ซึ่งหมายรวมว่าต้องมีเครื่องตีแป้ง และตู้อบขนมเพิ่มมาด้วย ต้นทุนอุปกรณ์ตกอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป

การทำขนมเปี๊ยะ อาจารย์ณนนท์บอกว่า จะมีการทำแป้ง 2 ส่วน และไส้ 1 ส่วน ซึ่งแป้ง 2 ส่วนนั้นคือแป้งชั้นนอกและแป้งชั้นใน โดยส่วนประกอบของแป้งชั้นนอก ตามสูตรประกอบด้วย แป้งเค้ก 500 กรัม, น้ำเย็น 250 กรัม, น้ำมันพืช 100 กรัม, เกลือป่น 5 กรัม, น้ำตาลทราย 50 กรัม, นมผง 15 กรัม, ไข่แดงไข่ไก่ (สำหรับแต่งหน้า 15 กรัม) และงาดำคั่ว (สำหรับตกแต่ง) 100 กรัม

ส่วนแป้งชั้นใน ใช้แป้งเค้ก 300 กรัม และน้ำมันพืช 150 กรัม

สำหรับตัวไส้ ส่วนผสม “ไส้ถั่ว” นั้น ตามสูตรจะใช้ถั่วเขียวเลาะเปลือก 500 กรัม, น้ำตาลทราย 600 กรัม, น้ำมันพืช 250 กรัม, เนยสด 50 กรัม, กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา และนมผง 30 กรัม

วิธีทำ เริ่มที่แป้งชั้นนอก ร่อนแป้งเค้กและนมผงเข้าด้วยกันลงอ่างผสมที่เตรียมไว้ จากนั้นผสมน้ำตาลทราย เกลือป่น และน้ำเย็นเข้าด้วยกัน คนจนส่วนผสมละลายดี เทลงในส่วนผสมแป้ง ตีจนแป้งจับตัวเป็นก้อน (ใช้ที่ตีแป้งรูปตะขอ) จากนั้นเติมน้ำมันพืช ตีแป้งต่อจนแป้งเนียน ไม่ติดมือ จึงนำแป้งออกมาแบ่งเป็นก้อน ก้อนละ 20 กรัม คลึงแป้งเป็นก้อนกลมด้วยมือ คลุมด้วยผ้าขาวบาง พักไว้ 5-10 นาที เพื่อให้แป้งคลายตัว และพองขึ้น

แป้งชั้นใน ให้ร่อนแป้งเค้กลงในอ่างผสม เติมน้ำมันพืชลงไป และตีจนส่วนผสมจับตัวเป็นก้อน เสร็จแล้วตัดแบ่งแป้งหนักก้อนละ 10 กรัม แล้วคลึงให้เป็นก้อนกลม พักไว้

จากนั้นนำแป้งชั้นนอกที่เตรียมไว้ก่อนหน้ามาห่อแป้งชั้นใน ปิดตะเข็บให้สนิท นำแป้งมารีดตามยาว แล้วพับทบ 3 ทบ พักไว้ 5 นาที แล้วรีดตามยาวอีกครั้ง พับทบ 3 ทบ พักไว้ 5 นาที แป้งจะเป็นชั้น ๆ พักเตรียมไว้

ต่อไปเป็นการทำไส้ขนมเปี๊ยะที่เป็นไส้ถั่ว ซึ่งต้องทำเตรียมไว้ก่อนหน้า โดยล้างถั่วเขียวเลาะเปลือกให้สะอาด แช่ในน้ำเปล่าประมาณ 12 ชั่วโมง จากนั้นล้างให้สะอาดอีกครั้ง แล้วนึ่งถั่วจนสุก

บดถั่ว น้ำตาลทราย น้ำมันพืช กลิ่น วานิลลา และนมผง เข้าด้วยกันด้วยเครื่อง แล้วเทลงบนกระทะทองเหลือง เปิดไฟกลางกวนจนส่วนผสมข้น และสามารถ ปั้นเป็นก้อนกลมได้ แล้วเติมเนยสด กวนต่อจนส่วนผสมเข้ากันดี ยกลงพักไว้จนถั่วเย็น แบ่งถั่วเป็นก้อน ๆ หนักก้อนละ 15-20 กรัม คลึงเป็นก้อนกลม เตรียมไว้

ขั้นตอนการห่อไส้ รีดแป้งเป็นแผ่นบางประมาณ 14 เซนติเมตร ตัดแบ่งเป็น 2 ชิ้น ใส่ไส้ถั่วกวนระหว่างแป้ง 2 ชิ้น ประกอบปิดตะเข็บให้สนิท แล้วรีดอีกครั้งให้เป็นแผ่นหนาประมาณ 34 เซนติเมตร ใช้มือทำให้ตัวขนมเป็นรูปวงกลม จากนั้นใช้กรรไกรตัดแบ่งเป็น 12 ช่อง แล้วบิดหันกลีบให้สวยงาม วางลงบนเตาอบที่ทาด้วยเนยขาว ตกแต่งหน้าด้วยไข่แดง งาดำคั่ว

อบขนมที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที หรือกระทั่งสุก แซะออกจากถาดวางพักบนตะแกรงจนขนมเย็นสนิท แล้วนำไปอบควันเทียนประมาณ 10 นาที จนมีกลิ่นหอม จึงบรรจุภาชนะที่ปิดสนิท

แป้งปริมาณดังกล่าวข้างต้นจะทำ “ขนมเปี๊ยะดอกไม้” ได้ประมาณ 80 ลูก หรือ 80 ชิ้น โดยมีต้นทุนต่อสูตรประมาณ 200 กว่าบาท ตั้งราคาขายที่ชิ้นละ 10 บาท หรือแล้วแต่ตลาด ซึ่งนอกจากไส้ถั่วแล้วยังสามารถทำเป็นไส้อื่น ๆ อาทิ ไส้งาดำ ไส้ถั่วแดง หรือจะทำหน้าตา-ตกแต่งเป็นรูปแบบอื่น ๆ ก็ได้ อาทิ รูปสัตว์ต่าง ๆ ตามความสามารถ และความเป็นไปได้ เช่น รูปกระต่าย เป็นต้น

สนใจเรื่อง “ขนมเปี๊ยะดอกไม้” ต้องการติดต่อ อาจารย์ณนนท์ ติดต่อได้ที่ โทร. 0-2281-9231-4 ต่อ 2106, 08-5334-3993 08-5334-3993 ซึ่งนี่ก็เป็นตัวอย่างการพลิกแพลงรูปร่างหน้าตาของขนมเดิม ๆ ให้ “แปลกใหม่”.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล
ที่มาของบทความ เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2552

5 งาน - อาชีพเสริม สุดฮิต ช่วงปิดเทอม

1. พนักงานร้านฟาสต์ฟู้ด

จากที่เคยเดินไปสั่งซื้อพิซซ่า ซื้อแฮมเบอร์เกอร์ ดื่มไอซ์ที แล้วนั่งเม้าท์กับเพื่อนฝูงเป็นชั่วโมง ปิดเทอมนี้ลองเปลี่ยนไปรับออเดอร์บ้างเป็นไง นอกจากไม่ต้องจ่ายเงินแล้ว ยังได้เงินค่าจ้างรายวันกลับมาด้วย แถมบางทีให้หม่ำมือกลางวันฟรีอีกต่างหาก

เท่าที่ทราบ ไม่ว่าจะเป็น แมคโดนัลด์ เคเอฟซี เชสเตอร์กริลล์ ฯลฯ ต่างอ้าแขนรับลูกค้าวัยโจ๋ให้มาทำงานพิเศษเป็นพนักงาน Part-time ช่วงปิดเทอมอยู่แล้ว จ็อบนี้จึงดูเข้ากับไลฟ์สไตล์ของเด็กเซ็นเตอร์พ้อยท์เป็นที่สุด เรียกว่าสมัครงานปุ๊บ ต่อให้ไม่มีพี่เลี้ยง ก็สามารถเริ่มงานได้เลย ว่างั้นเถอะ

2. พนักงานบริการ เด็กเสริฟ

ตำแหน่งเด็กเสริฟ ฟังแล้วไม่เท่ แต่เอาเข้าจริงๆ นี่เป็นจ็อบที่มีคะแนนโหวตสูงสุดตลอดกาลในหมู่นักเรียนนักศึกษาเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นงานที่เข้าง่าย-ออกง่าย ไหนๆ ลูกจ้างตัวจริงก็อยู่ไม่ค่อยทน เจ้าของร้านส่วนใหญ่จึงเทใจให้กับเด็ก Part-time ซะเลย นอกจากจะได้เด็กมาช่วยงานร้านในอัตราค่าจ้างไม่สูงเหมือนลูกจ้างประจำแล้ว ใครรู้ใครเห็นก็อาจจะพลอยชื่นชมว่าร้านนี้ใจดี ให้โอกาสเด็กๆ ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อีกต่างหาก

ที่แน่ๆ ลูกค้ารุ่นพี่ป้าน้าอา มักจะใจอ่อนเวลาเห็นเด็กเสิร์ฟในเครื่องแบบนักเรียนนักศึกษา จากที่ไม่เคยทิปก็อาจจะควักกระเป๋าให้ง่ายๆ หรือที่เคยแจกทิปอยู่แล้วก็อาจจะโปะเพิ่มให้อีก ขอแค่อย่าซุ่มซ่ามไปทำจานแตกหรือเดินชนโต๊ะจนแก้วน้ำกระเด็นใส่หัวลูกค้า เป็นใช้ได้

3. พนักงานห้างทั่วไป

ชอบเดินห้างนักใช่ไหม ปิดเทอมนี้เลือกเลยจ๊ะว่าอยากไปอยู่ห้างไหน สาขาไหน จะเอ็มโพเรียม พารากอน เซ็นทรัล เดอะมอลล์ หรือโรบินสัน แทบทุกแห่งมีนโยบาย สนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษาทำงานพิเศษในช่วงปิดเทอมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะหมุนเวียนไปยังแผนกอะไร เพราะมีตั้งแต่เดินบิล ห่อของขวัญ นั่งเคาร์เตอร์ ฯลฯ

จากที่เคยโฉบไปห้างนั้น 3 ชั่วโมง ห้างนี้ 4 ชั่วโมง คราวนี้แหละได้เวลาปักหลักอยู่ห้างเดียวเป็นวันๆ แถมอาจมีเวลาชะแว้บไปช้อปได้แค่ช่วงพัก ถ้าสมัครใจ จ็อบนี้ก็ดูแสนสบายเพราะได้อยู่ในห้างแช่แอร์ทั้งวัน แต่ถ้ากลัวต่อมช็อปปิ้งระเบิด ขอแนะนำให้ถามใจตัวเองดีๆ อีกทีจ๊ะ

4. แจกใบปลิว

เดี๋ยวนี้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ นิยมทำการตลาดแบบเข้าถึงตัวลูกค้า เดินไปทางไหนก็มักจะมีคนยื่นแผ่นกระดาษใส่มือให้ตลอด หยิบขึ้นมาดูมีตั้งแต่ใบปลิวขายขนม โฆษณาโรงเรียนสอนภาษา โปรชัวร์ธนาคาร ตารางมิดไนท์เซลส์ เต็นท์รถ เรื่อยไปถึงแคตตาล็อกคอนโดมิเนียม

ถ้าไม่หวั่นในวัน(มีใบปลิว)มามาก จ็อบนี้เหมาะกับคนชอบอยู่ไม่สุข(แจกใบปลิวมือเป็นระวิง) เหมาะกับใครที่ชอบพบปะผู้คน(เผชิญหน้ากับคนมากมาย) เหมาะกับคนที่มีเวลาไม่แน่นอน(แจกใบปลิวจนกว่าจะหมด)

อ้อ จ็อบนี้อาจรวมถึงแจกสินค้าตัวอย่างหรือแจกแบบสอบถามด้วย ค่าจ่างมักจะเหมารวม ถ้าแจกใบปลิวก็คิดเป็นล็อต ถ้าแจกแบบสอบถามก็จ่ายตามจำนวนชุดที่ส่งคืนจ๊ะ

5. Indy In Town

แล้วก็มาถึงสุดยอดจ็อบที่เป็น Talk of the town ของชาวเซ็นเตอร์พ้อยท์ จะอะไรอีกถ้าไม่ใช่การชุมนุมยอดฝีมือชาวอินดี้ จะเปิดเทอมหรือปิดเทอม เหล่าอินดี้ก็พร้อมอวดผลงาน สะสมเงินค่าหน่วยกิตกันได้คนละไม่รู้กี่เทอมแล้ว

เพียงแต่ช่วงปิดเทอมอาจมีเวลาสร้างสรรค์ชิ้นงานได้เนี้ยบกว่าเก่า เก๋ากว่าเดิมเพิ่มปริมาณ ส่วนจะเพิ่มราคาหรือเปล่า อันนี้ชาวอินดี้ต้องตอบเองจ๊ะ

ส่วน ใครจะร้อยสร้อย ออกแบบเสื้อยืด เพ้นท์เล็บ เย็บกระเป๋าผ้า หรือแม้แต่เล่นดนตรีเปิดหมวก ก็ขึ้นอยู่กับ พรสวรรค์ ในการค้นหาความสามารถความถนัด และความชอบของตัวเอง แต่อย่าลืมให้ความสำคัญกับ พรแสวงด้วย ทั้งแสวงหาความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ และแสวงหาพื้นที่ดีๆ ที่เหมาะจะอวดผลงานของตัวเอง

ที่มา http://variety.teenee.com/foodforbrain/7288.html

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

7 วิธี -เพลิน กับ งาน-อาชีพ


เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้รับเชิญจากบริษัทกีฟฟารีนฯ ให้ไปบรรยายที่โรงแรมอินทรา ประตูน้ำ ซึ่งปรกติเขาก็จัดสัมมนาผู้นำและผู้สนใจอยู่เป็นประจำในทุกวันอังคาร แต่ละอังคารก็จะมีวิทยากรไปให้วิชาการเกี่ยวกับการทำธุรกิจเครือข่าย ผมเองนั้นก็ไปบรรยายมาแล้วหลายครั้ง แต่ในครั้งนี้ผมรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่บริษัท กีฟฟารีนฯ เขากำหนดให้ผมพูดในหัวข้อ “เพลินกับงาน สำราญกับชีวิต” ซึ่งดูจะเป็นหัวข้อที่เบาๆ สบายๆ แตกต่างจากที่แล้วๆ มาซึ่งมักเป็นเรื่องการขาย การทำธุรกิจเครือข่ายโดยตรง

1. ตั้งเป้าหมายชีวิตให้สอดคล้องกับความเครียด

โดยหลักการแล้วมันก็ใช่อยู่หรอกที่คนเราจะต้อง “คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก” “ต้องฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง” แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนเรามีภูมิต้านทานต่างกัน ถ้าเราคิดใหญ่เกินไป หรือฝันเสียไกลเกินเอื้อม ระดับความเครียดมันก็จะมีมาก ความเครียดนั้นเกิดจากระยะห่างระหว่างสิ่งที่เราอยากจะเป็น กับสิ่งที่เราเป็นอยู่ ยิ่งห่างมากก็ยิ่งเครียดมาก หลายคนทนความกดดันนี้ไม่ได้ ก็เลยพาลถอดใจเลิกล้มความตั้งใจไปเลย หันไปร้องเพลงของน้าแอ๊ด คาราบาวที่ว่า “สบายกว่ากันเยอะเลย อยู่เฉยๆ ดีกว่า..”
ผมคิดว่าคนเราควรจะตั้งเป้าหมายชีวิตให้มันสอดคล้องกับความเครียดของเราจะดีกว่า ถ้าเราเป็นคนประเภท “แกร่งทั่งแผ่น แน่นทั่วฐาน กร้านทั่วตัว” แล้วละก็ อยากจะเล็งพระอาทิตย์ไปเลยก็คงจะได้ แต่ถ้าเราใจคอไม่ได้หนักแน่นเป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็กอะไรปานนั้น ก็เล็งแค่พระจันทร์ หรือไม่ก็ดาวดวงเล็กๆ ไปก่อน หรือจะเอาแค่ดาวตก อุกกาบาต ผีพุ่งใต้ อะไรไปก่อนก็ยังได้ เอาไว้หล่อหลอมตัวเองจนเข้มแข็ง มีภูมิต้านทานมากขึ้น ก็ค่อยขยับขยายเป้าหมายให้มันใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ อีกได้

2. กินทีละคำ..ทำทีละอย่าง

แม้จะตั้งเป้าหมายใหญ่เล็กอย่างไรก็ตาม ก็ต้องวางแผนงานว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ไม่อย่างนั้นก็จะมีความรู้สึกว่ามีเรื่องที่ต้องทำตั้งร้อยแปดอย่าง ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน เผลอๆ มองดูเนื้องานที่ต้องทำทั้งหมดแล้วเลยพาลมืออ่อนตีนอ่อนขึ้นมาเสียเฉยๆ เอาอย่างนี้ซีครับ ลองสมมติว่าเรามีภารกิจที่จะต้องกินช้างทั้งตัวให้หมด ถ้าเรามองดูช้างแล้วก็อาจรู้สึกท้อใจว่าจะล่อมันเข้าได้อย่างไรหมดทั้งตัว แต่ถ้าเราค่อยๆ ตั้งสติ เริ่มกินช้างทีละนิดทีละหน่อย จะเริ่มกินตรงไหนของมันก่อนก็ได้ อาจจะเริ่มแทะหางชี้..เอ้ย..หางช้าง จากนั้นก็ไปเล็มใบหู เสร็จแล้วก็จัดการกับงวง ถัดไปก็ขาหน้าข้างซ้าย แล้วก็ย้ายไปขาหน้าข้างขวา จากนั้นเราอาจจะหยุดไปนอนเอาแรงเสียนิดๆ หน่อยๆ ก่อนกลับมาจัดการขาหลังทีละขา ถัดมาก็งับหัวมัน ทีนี้ก็เหลือแต่ลำตัวแล้ว จะแทะจะเล็มตรงไหนก่อนของลำตัวก็ว่าไปตามอัธยาศรัย ไม่ช้าไม่นาน เราก็จะสามารถกินช้างหมดทั้งตัวได้ในที่สุด

ในการทำงานนั้น ของเพียงลงมือทำอะไรสักอย่างทุกวัน ก็ถือเป็นการทำสิ่งที่บรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ได้เสมอ

3. ความสุขจากการวิ่งไล่จับ..สุขกว่าการจับได้แล้ว

บางครั้งการเอาเป็นเอาตายกับการจะไปถึงเป้าหมายให้ได้ ก็ทำให้เราสูญเสียความสุขจากการเดินทางไปเสียหมด จริงๆ แล้วความสุขนั้นอยู่ตรงโน้น อยู่ตรงนี้เต็มไปหมด มีอยู่ตลอดรายทางที่เรากำลังเดินไป การไม่รู้จักเก็บเกี่ยวความสุขตามรายทาง บางครั้งก็ทำให้เราหมดแรงเสียก่อนจะไปถึงเป้าหมาย หรือมิฉะนั้นพอไปถึงเป้าหมายได้ เราก็อาจรู้สึกว่าความสุขที่ได้มันเว้าๆ แหว่งๆ อย่างไรพิกล มันไม่ค่อยอิ่มเอม มันเหมือนต้อง สูญเสียอะไรไปเยอะมากกว่าจะมาถึงเป้าหมายได้ เพราะฉะนั้น อย่ารอให้ไปถึงยอดเขาแล้วจึงจะยอมมีความสุข เพราะขณะที่เราเดินทางไต่เขาอยู่นั้น เราก็มีความสุขได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว

4. ให้รางวัลตนเองเป็นระยะๆ

อย่าเป็นคนที่เสียเงินซื้ออะไรง่ายๆ โดยไม่มีความหมาย สิ่งที่เราต้องซื้ออยู่แล้วในชีวิตประจำวันนั่นน่ะ เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ เสื้อผ้าชุดใหม่ เปลี่ยนรถใหม่ เดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน ฯลฯ เราสามารถใช้มันเป็นรางวัลเพื่อกระตุ้นจิตใจเราได้ อย่าซื้อรถใหม่ ถ้าเราไม่รู้ว่าเพื่อให้รางวัลตัวเองในเรื่องอะไร ในการทำผลงานอะไรให้บรรลุความสำเร็จ จงแยกแยะรางวัลใหญ่เล็กให้สอดคล้องกับกิจกรรมน้อยใหญ่ที่เราทำสำเร็จ การทำเช่นนี้นอกจากจะทำให้เรามีขวัญกำลังใจดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาแล้ว ยังช่วยให้เราซื้อหาอะไรได้สมเหตุสมผลขึ้นอีกด้วย

5. ผ่อนคันเร่งได้..แต่อย่าเหยียบเบรค

คนเรามันก็ต้องมีเหนื่อยบ้าง ท้อบ้างเป็นธรรมดา เราก็ต้องรู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ยืดหยุ่นความเร็ว ความช้า เหนื่อยนักก็ช้าลงหน่อย แต่อย่าหยุด แตะเบรคได้ แต่อย่าเหยียบเบรคซะมิดจนหยุดกึก พอหายเหนื่อย ได้น้ำได้ท่า ก็เดินหน้าลุยต่อไป

6. อิจฉาได้..แต่อย่าริษยา

อิจฉาคืออยากดีอย่างเขา อยากเก่งอย่างเขา อยากรวยอย่างเขา ฯลฯ แต่ริษยาคือไม่อยากให้ใครได้ดี ไม่อยากเห็นใครเก่งกว่า รวยกว่า ซึ่งไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่ได้อะไรเลยทั้งสิ้น ต้องรู้จักชื่นชมในความสำเร็จของผู้-อื่น หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ไม่ต้องไปแข่งขันชิงดีชิงเด่น เอาแพ้เอาชนะกับใคร ไม่ต้องไปอวดมั่งอวดมีอวดความอัครฐานกับใคร จงแข่งกับตัวเอง เปรียบเทียบตัวเองในวันนี้กับเมื่อวันก่อนๆ

7. สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ

ประโยคนี้ผมยืมมาจากชื่อหนังสือขายดีของนายแพทย์เทอดศักดิ์ เดชคง ผมชอบประโยคนี้จังเลย ถ้าเราสามารถคิดได้ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าอะไรที่ว่านั้นจะดีหรือเลว ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ดีที่เป็นประโยชน์กับเราทั้งนั้น ใจเราก็จะเป็นสุข ถ้าสิ่งที่เราทำนั้นมันดี มันถูกต้อง มันก็ดีอยู่แล้ว แต่ถ้ามันไม่ดี ไม่ถูกต้อง ประโยชน์ของมันก็คือ เราจะได้ไม่ทำมันอีก และอย่างน้อยเราก็มีภูมิต้านทานเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะสามารถทำการใหญ่ได้ต่อไป


อ้างอิงข้อมูลจากเว็บ

บทความที่ได้รับความนิยม

Superman (It's Not Easy)
















...............................................................................
I can't stand to fly
I'm not that naive
I'm just out to find
The better part of me

I'm more than a bird:I'm more than a plane
More than some pretty face beside a train
It's not easy to be me

Wish that I could cry
Fall upon my knees
Find a way to lie
About a home I'll never see

It may sound absurd:but don't be naive
Even Heroes have the right to bleed
I may be disturbed:but won't you conceed
Even Heroes have the right to dream
It's not easy to be me

Up, up and away:away from me
It's all right:You can all sleep sound tonight
I'm not crazy:or anything:

I can't stand to fly
I'm not that naive
Men weren't meant to ride
With clouds between their knees

I'm only a man in a silly red sheet
Digging for kryptonite on this one way street
Only a man in a funny red sheet
Looking for special things inside of me

It's not easy to be me.


ฉันไม่ได้อยากจะเหาะไปเหาะมาทุกวัน
ไม่ได้ซื่อบื้อขนาดนั้น
ฉันก็แค่อยู่เพื่อค้นหา
ตัวตนที่ดีกว่าที่เป็นอยู่

ฉันเป็นมากกว่านก ฉันเร็วกว่าเครื่องบิน
เป็นมากกว่าหน้าตาหล่อๆ ที่คอยบินตามหยุดรถไฟ
ไม่ง่ายเลยนะที่จะเป็นตัวฉันเอง

ฉันหวังจะได้ร้องไห้เสียบ้าง
ซบหน้าลงกับท่อนแขน
เฝ้าแต่โกหกแก้ตัว
ถึงเรื่องบ้านเกิด ที่ไม่เคยแม้ได้เห็น

อาจจะฟังดูเหลวไหล แต่โปรดอย่าหัวเราะ
เพราะแม้จะเป็นซูเปอร์แมน แต่ก็เลือดไหลได้เหมือนกัน
ฉันอาจจะพูดอะไรไม่ดีไปบ้าง แต่โปรดอย่าได้ถือสา
กระทั่งเป็นซูเปอร์แมนก็มีความฝันกับเขาได้เหมือนกัน
ไม่ง่ายเลยนะที่จะเป็นตัวฉันเอง

บินบินไปบนฟ้า หนีไปจากตัวเอง
ไม่เป็นไรใช่ไหม? คุณๆก็ยังคงหลับฝันดีได้
ฉันไม่ใช่คนบ้านะ

วันๆเอาแต่เหาะไปมา
ฉันไม่ได้ปัญญาอ่อนนะ
ผู้ชายน่ะไม่ได้เกิดมา
เพื่อบินเล่นบนก้อนเมฆหรอกนะ

ฉันก็แค่ผู้ชายธรรมดา ในผ้าคลุมสีแดงตลกๆ
ขุดหาคริปโตไนท์บนถนนเส้นเดิม
ก็แค่ผู้ชายธรรมดาในชุดสีแดงงี่เง่าๆ
มองหาบางสิ่งพิเศษให้กับตัวเอง

ไม่ง่ายเลยที่จะเป็นซูเปอร์แมน

The Key (เดอะ คีย์) หนังสือจากสำนักพิมพ์ ต้นไม้

เรียกได้ว่าเป็นหนังสือภาคต่อของหนังสือ เดอะซีเคร็ต ถ้าคุณเป็นหนอนหนังสือตัวจริง ผมว่าคุณคงจะรู้จักหนังสือเหล่านี้ดี ครั้งแรกที่ผมอ่านหนังสือ เดอะซีเคร็ตนั้น ผมยังไม่เข้าใจถึงวิธีการทำงานของ กฎของแรงดึงดูดที่ว่า ใครมีความคิดเช่นไรก็จะเป็นคนเช่นนั้น ไม่ว่าเราประสบความสำเร็จหรือกำลังล้มเหลวในชีวิต ทุกสิ่งเกิดขึ้นจากความคิดของเราเอง ผมคงไม่สามารถบรรณยาย ประโยชน์ของหนังสือเล่มนี้ออกมาได้หมดสิ้น แต่ด้วยความปราถนาดีจากผมจริงๆที่ต้องการแบ่งปันสิ่งดีๆให้กับผุ้อื่นบ้าง

ปฏิญญาณของผู้มองแง่ดี

สัญญากับตัวเองว่า

จะเข้มแข็งเสียจนไม่มีสิ่งใดสามารถรบกวนความสงบสุขทางใจของคุณได้
จะพูดถึง สุขภาพดี ความสุข และความรุ่งเรือง แก่ทุคคนที่คุณพบ
จะทำให้เพื่อนทั้งหมดของคุรรู้สึกว่ามีบางสิ่งดีๆในตัวพวกเขา
จะมองที่ด้านสว่างของทุกสิ่งและทำให้การมองแง่ดีของคุณกลายเป็นความจริง
จะคิดแต่เรื่องที่ดีที่สุด ทำงานให้แก่คนดี ให้แก่สิ่งดีที่สุด และคาดหวังแต่สิ่งที่ดีที่สุด
จะมีความกระตือรือร้นเกี่ยวกับความสำเร็จของผู้อื่นมากเท่ากับของคุณเอง
จะลืมความผิดพลาดในอดีตและเพียรพยายามไปสู่การบรรลุความสำเร็จของอนาคตที่ยิ่งใหญ่ขึ้น
จะดำรงใบหน้าอันร่าเริงตลอดเวลาและทำให้สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่คุณพบยิ้ม
จะให้เวลาแก่การปรับปรุงพัฒนาตัวเองมากเสียจนกระทั่งคุณไม่มีเวลาที่จะวิจารณ์คนอื่นๆ
จะเป็นคนที่ใหญ่กว่าความกังวล สง่างามกว่าความโกรธ แข็งแกร่งกว่าความกลัวและมีความสุขเกินกว่าที่จะอนุญาตให้มีความยุ่งยาก
จะคิดแก่ตัวเองและอ้างสิทธิ์ข้อเท็จจริงแก่โลก ไม่ใช่ด้วยคำพูดดังแต่ด้วยการกระทำที่ยิ่งใหญ่
จะใช้ชีวิตโดยศัทธาว่าโลกทั้งใบอยู่ข้างคุณตราบนานเท่าที่คุณยังเที่ยงตรง ต่อสิ่งที่ดีที่สุดที่อยู่ในตัวคุณ

หมายเหตุ จาก ปฏิญญาของผู้มองแง่ดี ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1912 หนังสือของ คริสเตียน ดี ลาร์สัน ชื่อ Your Forces and How to Use Them ฉบับย่อของมันใช้กันทุกวันนี้ โดย Optimist Interna tional ซึ่งเป็นกลุ่มคนทั่วโลกที่มุ่งไปที่การทำให้ความแตกต่าง ที่เป็นบวกเกิดขึ้นในโลก

**คัดมาจากหนังสือ เดอะคีย์ จากสำนักพิมพ์ ต้นไม้